So long, and thanks for all the fish! อาหารจานปลาและประวัติความเป็นมา ตอนที่ 3

ประวัติศาสตร์ ปาเอญา (Paella)

ปาเอญา (paella)

ปัจจุบันอาหารดั้งเดิมของสเปนจานนี้เหมาะจะกินริมทะเล ข้าวสีเหลืองชุ่มฉ่ำอัดแน่นด้วยกุ้ง ปลาค็อดทอดกระเทียม ไก่ และโชริโซ แต่เดิม ปาเอญา (paella) เป็นอาหารของผู้ใช้แรงงาน ปรุงเหนือกองไฟในทุ่งที่บาเลนเซียและตักกินจากกระทะร่วมกัน ผู้ปรุงใช้วัตถุดิบที่หาได้ใกล้มือ หอยทากคือเนื้อสัตว์ที่ใช้กันมากที่สุดเพราะหาง่าย อาจเติมเนื้อกระต่าย เป็ด หรือบางครั้งก็ไก่ แม้แต่ในปัจจุบันปาเอญาที่ปรุงตามแบบบาเลนเซียดั้งเดิมก็ไม่มีเนื้อสัตว์ทะเล แต่ชาวบาเลนเซียผู้อยู่ริมทะเล (และใช้เนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์) อาจเห็นต่างก็เป็นได้

อาหารจานนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อลัน เดวิดสัน บรรยายไว้ใน ne Penguin Companion to Food (2002) ว่าเป็นสัญลักษณ์การรวมกันของ 2 วัฒนธรรมสําคัญคือวัฒนธรรมโรมันซึ่งคิดค้นอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ปรุงกับวัฒนธรรมอาหรับที่แนะนําข้าวซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารของโลกตะวันออกให้ยุโรปรู้จัก ชื่ออาหารมีที่มาจากคําในภาษาละตินว่า patella ที่ใช้เรียกกระทะโค้งกันลึกชนิดพิเศษ อีกทั้งคํานี้ยังเป็นชื่อทางการแพทย์ที่ใช้เรียกกระดูกสะบ้าหัวเข่า (ลักษณะคล้ายกระทะคว่ำ)

เมื่อเวลาผ่านไปกระทะปาเอญาก็มีลักษณะแบนมากขึ้นเพื่อปรับให้เข้ากับแหล่งความร้อนที่ใช้ปรุงอาหารตามธรรมเนียมแล้วชาวอาหรับจะปรุงอาหารพิเศษจานนี้เพื่อกินร่วมกันในงานเลี้ยงครอบครัวและงานทางศาสนาโดยมีข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก มักแต่งกลิ่นรสด้วยหญ้าฝรั่น (ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทานของชาวอาหรับทําให้สามารถปลูกข้าวในพื้นที่ใกลยุโรป ข้าวจึงกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของยุโรปด้วย) ภายหลังเมื่อข้าวเป็นอาหารที่กินกันมากขึ้นในชีวิตประจําวันที่มีการเติมธัญพืช ผัก และปลาค็อดตากแห้ง โดยเฉพาะในฤดูถือบวชซึ่งห้ามบริโภคเนื้อสัตว์

ธรรมเนียมนี้ได้รับความนิยมในบาเลนเซียตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ตอนนั้นจะปรุงข้าวใส่หญ้าฝรั่นบนกระทะปาเอญาเหนือกองไฟกลางแจ้ง พอศตวรรษที่ 19 เมื่อการคมนาคมและมาตรฐานความเป็นอยู่โดยทั่วไปดีขึ้น การออกไปเที่ยวชนบทกันทั้งครอบครัวก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและการปรุงปาเอญากินด้วยกันก็กลายเป็นส่วนสําคัญของการสังสรรค์ ไม่นานอาหารชนิดนี้ก็ได้รับความนิยมทั่วสเปนโดยมีการใส่อาหารทะเลเพิ่มเข้าไปจากสูตรดั้งเดิมของบาเลนเซีย ปาเอญาสูตรผสมและปาเอญาอาหารทะเลจึงได้รับความนิยม

การปรุงปาเอญาเหมือนกราฟลักซ์และบาร์บีคิวตรงที่ถูกจัดให้เป็นกิจกรรมของเพศชาย มีกระทั่งธรรมเนียมพิเศษเกี่ยวกับการกินจากกระทะรวม นั่นคือทุกคนจะใช้ช้อนไม้ส่วนตัวลากเส้นแบ่งในกระทะเพื่อเป็นสัญลักษณ์จับจองยามกินอาหารร่วมกัน

ซูชิ: อาหารรสเปรี้ยวที่กลายเป็นอาหารจานด่วน

So long, and thanks for all the fish! อาหารจานปลาและประวัติความเป็นมา ตอนที่ 3

หลายคนเข้าใจผิดว่าซูชิ (sushi) ต้องทําจากปลาดิบ ผู้ที่เชื่อเช่นนี้คงสับสนกับซาชิมิ (sashimi) สําหรับซูชิ วัตถุดิบหลักคือข้าวและปลาที่ใช้กันมาแต่เดิมไม่ใช่ปลาดิบทว่าเป็นปลาหมัก ทุกประเทศที่มีชายฝั่งติดทะเลล้วนคิดค้นวิธีของตัวเองในการเก็บรักษาปลาที่จับได้สดๆ ไม่ว่าจะ เป็นการหมักเกลือ รมควัน หรือดอง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนําปลาที่ทําความสะอาดและควักไส้แล้วมาใส่เกลือวางสลับชั้นกับข้าว จนเกิดการหมักตามธรรมชาติและช่วยในการถนอมอาหาร

ญี่ปุ่นเรียกวิธีถนอมอาหารแบบนี้ว่า นะเระ-ซูชิ (nare-zushi) ซูชิแปลว่า “เปรี้ยว” มาจากรสน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักข้าว) หลังจากหมักไว้ 2 เดือนให้เอาข้าวทิ้งไป ปลาที่หมักไว้ก็จะพร้อมกันได้ เมื่อถึงศตวรรษที่ 14 คนญี่ปุ่นเริ่มกินข้าวพร้อมปลาในอาหารที่เรียกว่า เซย์เซย์-ซูชิ (seisei-sushi) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือกลิ่นเหม็นซึ่งบรรยายว่าเหมือนกลิ่นบลูชีสผสมปลาและน้ำส้มสายชูข้าว ดังนั้นจึงมีผู้คิดวิธีถนอมปลาที่ใช้เวลาสั้นลงโดยดองในน้ำส้มสายชูข้าวอย่างเดียว

แล้วมันกลายเป็นอาหารในแบบที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดในปัจจุบันอย่างนิกิริซูชิ (nigiri-sushi) ได้อย่างไร ทั้งหมดเป็นผลงานของชายชื่อ โยเฮย์ ฮานายะ (Yohei Hanaya) ลูกพ่อค้าขายผักผู้เกิดในปี 1799 ที่ย่านชนบทของญี่ปุ่น เมื่อเขาย้ายไปโตเกียวในปี 1818 งานอย่างเดียวที่หาได้คือพ่อค้าอาหารจานด่วน โยเฮย์มุ่งมั่นจะประสบความสําเร็จให้ได้

เขาดิ้นรนอยู่พักหนึ่งกว่าจะคิดสูตรอันสมบูรณ์แบบที่ถูกปากและไวต่อรสสัมผัสของคนโตเกียว เขาปรับสูตรจาก เซย์เซย์ซูชิ โดยใช้ข้าวสุกคลุกน้ำส้มสายชูปรุงรสอัดเป็นก้อนเหนียวๆขนาดเท่านิ้วมือ (นิกิริ แปลว่า “มีน”) แล้วนําปลาหมักมาไว้บนข้าวแต่ละก้อน ไม่นานข่าวลือเรื่องซูชิชนิดใหม่ที่กินได้ด้วยมือเดียวในทุกที่ทุกเวลาตามใจปรารถนาก็แพร่สะพัด ส่งผลให้โยเฮย์ร่ำรวยมาก

ทําไมซาซิมิไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน?

So long, and thanks for all the fish! อาหารจานปลาและประวัติความเป็นมา ตอนที่ 3

ซาชิมิเป็นอาหารญี่ปุ่นทําจากปลาดิบ ในจานจะมีปลาดิบที่สดมากหั่นเป็นชิ้นๆ คํานี้มาจาก ซาชิ (sashi) แปลว่า “เสียบ” กับ มิ (mi) แปลว่า “สด” เชื่อกันว่าอาจมาจากวิธีฆ่าปลาด้วยการใช้เหล็กแหลมแทงทะลุสมองเพื่อให้ตายทันที จากนั้นก็นําปลาไปแช่น้ำแข็งเพื่อให้สดได้นานหลายวัน ร้านอาหารบางแห่งในญี่ปุ่นลูกค้าอาจเลือกปลาเป็นๆจากตู้มาเป็นซาชิมิได้เลย ปลาจะถูกเกี่ยวขึ้นมา แล่เป็นชิ้นพอดีคําแล้วเสิร์ฟให้ลูกค้ารับประทานภายในเวลาไม่กี่นาที

แต่เดิมถือว่าซาชิมิเป็นส่วนสําคัญที่สุดในมื้ออาหาร ดังนั้นจึงใช้ปลาคุณภาพดีที่สุดเท่านั้น โดยชนิดของปลาขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซาชิมิจะถูกเสิร์ฟอย่างอลังการ นิยมรองปลาด้วยหัวผักกาดขาวขูดเป็นเส้น เคียงด้วยวาซาบิและซอสโชยุ แต่อาหารจานนี้ยังมีวิธีตกแต่งอื่นๆอีกหลากหลายรูปแบบ

แฮร์ริ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้ายุโรป

So long, and thanks for all the fish! อาหารจานปลาและประวัติความเป็นมา ตอนที่ 3

ในศตวรรษที่ 19 เนื้อปลาแฮร์ริ่งดองถือเป็นอาหารดังระดับโลก ทั้งนี้เพราะมีการตั้งชื่อตามวีรบุรุษชาวปรัสเซียผู้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ยุโรป ออตโต เอดูอาร์ด เลโอโพลด์ ฟอน บิสมาร์ก (Otto Eduard Leopold von Bismarck) บิสมาร์กเกิดในปี 1815 ซึ่งเป็นปีที่เกิดยุทธภูมิวอเตอร์ลู เขาเติบโตในยุโรปยุคที่ปั่นป่วนเพราะสงครามนโปเลียน เยอรมนีตอนนั้นเป็นแค่กลุ่มรัฐ กระจัดกระจายที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน

บิสมาร์กเป็นผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์และพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา อีกทั้งเป็นนักพูดโดยกําเนิด เขาได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาในปี 1847 เป้าหมายหลักคือทําให้ปรัสเซียบ้านเกิดเป็นประเทศอันมั่นคง เมื่อเกิดการปฏิวัติในปีต่อมา (1848 เป็นปีแห่งการปฏิวัติ เกิดความวุ่นวายทางการเมืองไปทั่วยุโรป) เขาพยายามตั้งกองทัพชาวนาจากที่ดินผืนใหญ่ของตระกูลเพื่อยกไปสนับสนุนกษัตริย์ที่เบอร์ลิน

หลังสงครามไครเมียกลางทศวรรษ 1850 ปรัสเซียถูกประเทศอื่นๆที่เข้าร่วมสงครามกีดกัน บิสมาร์กก็ตัดสินใจว่าจะรวมชาติเยอรมนีให้เป็นปึกแผ่นเพื่อไม่ให้ถูกเมินอีก ในปี 1862 บิสมาร์กซึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีปรัสเซียแล้วแสดงปาฐกถาต่อสภาผู้แทนราษฎรและตบท้ายด้วยข้อความอันโด่งดังว่า “ปัญหายิ่งใหญ่ของยุคสมัยไม่อาจแก้ได้ด้วยปาฐกถาและการตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่แก้ได้ด้วยเหล็กและเลือด” คํากล่าวนี้พลิกสถานการณ์ ภายใน 5 ปี รัฐเยอรมนีตอนเหนือก็รวมกันภายใต้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 2 ผู้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดี โดยมีบิสมาร์กเป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้นเขาก็ใช้ตําแหน่งรวมรัฐที่เหลือและตั้งจักรวรรดิเยอรมันในปี 1871 จนได้สมญาว่า “นายกรัฐมนตรีเหล็ก” บิสมาร์กสวมบทบาทนี้จนกระทั่งลาออกในปี 1890 (อายุได้ 75 ปี) หลังเกิดปัญหาขัดแย้งกับจักรพรรดิเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง แม้ในช่วงเกษียณเขาก็ยังคงเตือนจักรพรรดิ ครั้งหนึ่งเขาแสดงความเห็นอันโด่งดังไว้ว่า “วันหนึ่งสงครามครั้งใหญ่ของยุโรปจะเกิดจากเรื่องโง่ๆในบอลข่าน” เขาเตือนว่าหายนะดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังเขาเสียชีวิตแล้ว 20 ปี นี่คือคําทํานายจุดเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งแม่นยําราวกับเขาเป็นศาสดาพยากรณ์ ทั้งบิสมาร์กยังทํานายสาเหตุได้ถูกต้องอีกด้วย สงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งคร่าชีวิตคนไป 15 ล้านคน เริ่มต้นขึ้นจากความขัดแย้งอันไม่สลักสําคัญในบอลข่านตามที่เขาทํานายไว้ทุกประการ

ตลอดชีวิตบิสมาร์กได้รับการยกย่องให้เป็นนักการทูตผู้เก่งกาจ เขาจะใช้กําลังทหารเป็นทางออกสุดท้ายเท่านั้น ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า “ใครก็ตามที่เคยมองดวงตาอันเลื่อนลอยของทหารที่ใกล้ตายในสนามรบจะต้องคิดหนักก่อนเปิดสงคราม” ชาวเยอรมันชื่นชอบอารมณ์ขันหน้าตายของเขา มีบันทึกคําคมของเขาไว้มากมายรวมถึง “การเมืองคือศิลปะของความเป็นไปได้ “กฎหมายก็เหมือนไส้กรอก อย่าเห็นตอนทําจะดีกว่า” และ (เกี่ยวกับคนอเมริกัน) “พวกเขาวางแผนให้ตัวเองถูกเพื่อนบ้านผู้อ่อนแอเข้าประกบ 2 ด้าน และให้ปลามาประกบอีก 2 ด้านที่เหลือ”

ในปี 1853 โยฮันน์ วีซมันน์ (Johann Wiechmann) เปิดโรงงานแปรรูปปลาแห่งแรกบนชายฝั่งทะเลบอลติกในเยอรมนีและส่งปลาดอง 1 ถังเป็นของขวัญวันเกิดแด่บิสมาร์กผู้เป็นวีรบุรุษของเขา นายกรัฐมนตรีเหล็กทําให้นักธุรกิจหนุ่มประหลาดใจด้วยการเขียนจดหมายขอบคุณส่งกลับไป เมื่อบิสมาร์กรวมชาติเยอรมนีในปี 1871 วีซมันน์ก็ส่งของขวัญไปให้อีกถัง คราวนี้ส่งไปพร้อมจดหมายถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าบริษัทของเขาจะขออนุญาตขายผลิตภัณฑ์นี้โดยใช้ชื่อว่าบิสมาร์กแฮร์ริ่ง (Bismarck herring) ได้หรือไม่ ไม่นานก็ได้คําตอบตกลงจากท่านรัฐมนตรี เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว บิสมาร์กแฮร์ริงจากเมืองชตราลซุนด์ที่ปัจจุบันโด่งดังระดับโลกก็ปรากฏโฉมไปทั่วยุโรป

จารกรรมสูตรอาหารฉบับ ไดมอนด์ จิม

sole Marguery a la Diamond Jim)

นิโกลา มาร์เกอรี (Nicolas Marguery, 1834-1910) คือตํานานในวงการอาหารร้านของเขาชื่อโอเปอตีมาร์เกอรี (Au Petit Marguery) เป็นหนึ่งในร้านอาหารโด่งดังที่สุดในปารีสช่วงศตวรรษที่ 19 คนใหญ่คนโต และคนดังในวงสังคมฝรั่งเศสมักรวมตัวกันอยู่ในห้องอาหารที่นี่เป็นประจํา อันที่จริงทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ คนเหล่านี้ชื่นชอบบรรยากาศที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากสมัยที่พ่อครัวผู้ยิ่งใหญ่ยังอยู่ที่นั่นและคอยปรุงอาหารจานแล้วจานเล่าในครัวอันวุ่นวายเมื่อเกือบ 150 ปีก่อน

อาหารฝีมือ นิโกลา มาร์เกอรี โดยเฉพาะ โซล มาร์เกอรี (sole Marguery) หรือปลาลิ้นหมา (sole) ราดซอสไวน์ขาวใส่น้ำซุปปลาผสมไข่แดงและเนย โด่งดังไปทั่วยุโรปและอเมริกาอาหาร ฝรั่งเศสเป็นผู้นําโลกและเชฟของประเทศนี้ก็เก็บสูตรอาหารจานเด็ดของตนไว้อย่างหวงแหน โซลมาร์เกอรีคือหนึ่งในนั้น และเรื่องราวการเดินทางจากฝรั่งเศสไปอเมริกาของอาหารจานนี้ก็น่าสนใจ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ความกล้าหาญ และความทุ่มเทที่มากเกินคิดฝัน

เมื่อผู้อพยพซึ่งแนะนําให้ชาวนิวยอร์กรู้จักแฮมเบอร์เกอร์และฮอตดอกลงหลักปักฐานไปทั่วอเมริกาเศรษฐกิจก็ขยายตัวเหตุหลักๆเพราะรถไฟขยายเส้นทางออกไปเรื่อยๆ จิม เบรดี (Jim Brady, 1856-1917) พนักงานขายแห่งบริษัทรถไฟแมนนิง แมกซ์เวลล์ แอนด์ มัวร์ (Manning, Maxwell and Moore Railroad Company) ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ เขาประสบความสําเร็จอย่างสูง ยอดเงินรวมที่เขาขายทางรถไฟได้ทั่วอเมริกาและทั่วโลกสูงมากจนเขาเริ่มลงทุนค้าเพชรและอัญมณีอื่นๆ ในที่สุดจึงได้ชื่อเล่นว่า ไดมอนด์ จิม (Diamond Jim)

เบรดีผู้มีบุคลิกน่าจดจํายังมีกระเพาะใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อด้วย ลือกันว่าเขากินน้ำส้ม 1 แกลลอนกับสเต๊ก มันฝรั่ง ขนมปัง แฟลปแจ็ก มัฟฟิน ไข่ และพอร์กช็อปเป็นอาหารเช้า ของว่างตอนสายอาจเป็น หอยนางรมและหอยตลับ 3 โหล มื้อกลางวันเป็นหอยนางรม 3 โหล ปูยัดไส้ 3 ตัว ล็อบสเตอร์ 4 ตัว เนื้อวัวชิ้นใหญ่และสลัดตอนบ่าย จิมจะดื่มน้ำอัดลม 6 ขวดกับของว่างที่ทําจากอาหารทะเล และเมื่อถึงเวลาอาหารค่ำเขากินหอยนางรม 36 ตัว ล็อบสเตอร์ 6 ตัว ซุปเต่าเขียว 2 ชาม สเต๊ก ผัก และขนมอบคละประเภท

ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเขาไปเยือนโรงละครซึ่งเขาไปเป็นกิจวัตร เขาจะกินผลไม้เชื่อม 2 ปอนด์ที่นั่นด้วย จากนั้นจิมจะตบท้ายด้วยอาหารค่ําทําจากนกป่าครึ่งโหลและเบียร์แก้ว ใหญ่อีก 2 แก้ว ซึ่งจิมจะกินแบบนี้ทุกวัน ชาร์ลส์ เรกเตอร์ (Charles Rector) เพื่อนผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารเรกเตอร์สที่บรอดเวย์ นิวยอร์ก สั่งนําเข้าหอยนางรมขนาดใหญ่พิเศษจากบัลติมอร์วันละหลายถังเพื่อจิมโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งเรกเตอร์เคยพูดถึงเจ้าพ่อทางรถไฟผู้นี้ว่าเป็น 1 ใน “ลูกค้า 25 รายที่ดีที่สุดของผม”

บ่ายวันหนึ่งระหว่างการกินมาราธอนกับเพื่อนไดมอนด์จิมเริ่มเล่าเรื่องโซลมาร์เกอรีรสเลิศที่เขาเคยกินที่โอเปอตีมาร์เกอรีระหว่างเดินทางไปทําธุรกิจที่ปารีสเมื่อไม่นานมานี้ เขาไม่สามารถอธิบายการปรุงอาหารสูตรนี้ให้เรกเตอร์เข้าใจได้จึงล้อเพื่อนว่าเขาอาจต้องหาร้านอาหารแห่งใหม่ที่จะได้กินโซลมาร์เกอรี เรกเตอร์จึงตัดสินใจตอนนั้นว่าจะเป็นร้านอาหารแห่งแรกในนิวยอร์กที่ขายอาหารจานนี้ ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ดังนั้นเขาจึงเรียกตัวลูกชายชื่อจอร์จจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลแล้วส่งไป ปารีสเพื่อตามล่าสูตรอาหารดังกล่าว

ชายหนุ่มไปถึงปารีสโดยรู้ดีว่าไม่มีทางที่คนแปลกหน้าอย่างเขาจะเดินเข้าไปขอสูตรในร้านอาหารได้ก็เลยสมัครเป็นเด็กล้างจานเพื่อหาข้อมูลจากพนักงานในครัว แต่ผ่านไปไม่นานก็รู้แน่ชัดว่าไม่มีทางล้วงข้อมูลจากเหล่าเชฟผู้เก็บรักษาสูตรอาหารอย่างหวงแหนยิ่งและไม่ยอมบอกให้พนักงานตําแหน่งอื่นรู้ จอร์จก็เลยสมัครเป็นพ่อครัวฝึกหัด

เขาทํางานหนักอยู่ 2 ปีกว่าจะมีตําแหน่งสูงพอได้รู้สูตรปรุงซอสมาร์เกอรีในตํานาน เขาลาออกทันทีที่ได้สูตรและขึ้นเรือกลับนิวยอร์ก ว่ากันว่าพ่อและ ไดมอนด์ จิม เบรดี มารอรับเขาอยู่ริมฝั่งตอนเรือเทียบท่า จอร์จตะโกนบอกพวกเขาจากบนเรือว่า “ได้มาแล้ว!” พ่อครัวหนุ่มถูกส่งเข้าครัวเพื่อปรุงโซลมาร์เกอรีทันที ตํานานเล่าว่าเมื่อ ไดมอนด์ จิม ลิ้มรสอาหารจานนี้ก็ประกาศว่า “ต่อให้เอาซอสนี้ไปเทราดผ้าขนหนู ผมก็คงกินได้หมด” และนี่เองคือความเป็นมากว่าดินแดนแห่งเสรีภาพจะได้สูตรอาหารซึ่งได้แรงบันดาลใจจากฝรั่งเศสในชื่อโซลมาร์เกอรี อาลาไดมอนด์ จิม (sole Marguery a la Diamond Jim)

จิม เบรดี เป็นโรคใหลตายในปี 1910 ตอนนั้นเองหมอจึงพบว่าเขามีกระเพาะอาหารใหญ่ผิดปกติ ใหญ่เกือบ 6 เท่าของคนธรรมดา จอร์จ เรกเตอร์ สืบทอดกิจการร้านอาหารต่อจากพ่อ นอกจากนั้นยังเขียนตําราอาหารและคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ รวมทั้งจัดรายการวิทยุชื่อ Dine with George Rector กล่าวกันว่าตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต เขาชอบนําเรื่องที่ว่าตัวเขาเป็นผู้นําซอสมาร์เกอรีเข้ามายังอเมริกามาเล่าในวงรับประทานอาหาร

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet