The Sunday Lunch Club เรื่องเล่าของอาหารเที่ยงวันอาทิตย์ ตอนที่ 1

เนื้อย่างวันอาทิตย์มีต้นกําเนิดอย่างไร ?

The Sunday Lunch Club เรื่องเล่าของอาหารเที่ยงวันอาทิตย์ ตอนที่ 1

ในวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 321 จักรพรรดิคอนสแตนติน (ค.ศ. 272-337) ผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ทรงออกกฎหมายฉบับแรกที่กําหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน “ในวันแห่งดวงอาทิตย์อันน่านับถือให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในเมืองพักผ่อน และให้สถานประกอบการทั้งหลายปิดทําการ”

เมื่อศาสนาคริสต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตะวันตก (อันที่จริงศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิโรมันในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินนี้เอง) จักรวรรดิออกกฎหมายเพิ่มหลายฉบับสั่งห้ามกิจกรรมทุกรูปแบบในวันอาทิตย์ ยกเว้นการกินที่ห้ามไม่ได้ วันอาทิตย์เป็นวันพิเศษ เป็นวันเดียวที่คนทํางานได้หยุดพักและอาหารมื้อหลักในวันนี้ก็น่าจะพิเศษด้วย

ทุกคนถูกคาดหวังให้ไปโบสถ์ตอนเช้าวันอาทิตย์ และอาหารมื้อใหญ่ที่พวกเขาจะได้กินเมื่อถึงบ้าน (บ่อยครั้งเป็นอาหารมื้อเดียวในรอบสัปดาห์ที่มีเนื้อสัตว์) ก็เป็นรางวัลสําหรับการประพฤติดีมีศีลธรรม ในยุคกลาง เจ้าขุนมูลนายจะให้เนื้อวัวอบแก่ทาสติดที่ดินและนี่จึงเป็นการริเริ่มธรรมเนียมเนื้อย่างวันอาทิตย์ (Sunday roast)

กว่าทุกบ้านจะมีเตาอบก็ล่วงเลยมาจนถึงศตวรรษที่ 20 ก่อนหน้านั้นครอบครัวยากจนในเขตศาสนามักแวะร้านเบเกอรี่ระหว่างทางไปโบสถ์ และนําเนื้อชิ้นใหญ่ไปใส่ไว้ในเตาอบขนมปังขนาดใหญ่ที่ยังคงร้อนอยู่จากการใช้งานเมื่อคืนวันเสาร์ จากนั้นพวกเขาจะแวะรับเนื้อที่สุกพอดีตอนขากลับ

เนื้ออบเป็นอาหารที่คนทั่วไปเชื่อว่าชาวอังกฤษน่าจะปรุงได้อร่อยล้ำดังที่นักวิทยาศาสตร์และนักสํารวจชาวสวีดิช เปห์ร คาล์ม (Pehr Kalm, 1716-1779) กล่าวไว้ตอนมาเยือนอังกฤษว่า “คนอังกฤษเข้าใจศิลปะการอบเนื้อดียิ่งกว่าใคร” เขายังกล่าวต่อด้วยว่าอาหารอีกเพียงอย่างเดียวที่คนอังกฤษปรุงได้ดีคือพุดดิ้งพลัม (plum pudding) แต่นี่ก็ถือเป็นคําชมได้เหมือนกัน

สําหรับใครหลายคน มัสตาร์ดเป็นเครื่องปรุงสําคัญที่ต้องกินกับเนื้อย่างวันอาทิตย์ แต่สํานวน กระตือรือร้นเหมือนมัสตาร์ด (as keen as mustard) มาจากไหน? เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าผู้ริเริ่มสํานวนดังกล่าวคือบริษัทผู้ผลิตมัสตาร์ดชื่อดัง คีน แอนด์ ซันส์ (Keen & Sons) ซึ่งก่อตั้งในปี 1742 และถูกบริษัทโคลแมนส์ (Colman’s) ซื้อกิจการในปี 1903

แต่สํานวนนี้ (และความรักในมัสตาร์ด) มีมายาวนานกว่านั้นมาก ชาวโรมันเป็นคนกลุ่มแรกที่นําต้นมัสตาร์ดมายังอังกฤษ นับแต่นั้นมาก็มีพืชชนิดนี้ปลูกอยู่บนผืนดินอังกฤษ เราอาจนําเมล็ดมัสตาร์ดไปทุบหรือบดแล้วผสมอาหารเพื่อให้เกิดรสเผ็ดร้อน มัสตาร์ดต่างจากพริกไทยซึ่งเป็นสินค้านําเข้า ราคาแพงจากตะวันออกตรงที่มันปลูกได้ทุกหนแห่ง ดังนั้นทุกคนจึงหามากินได้ง่าย มัสตาร์ดถูกนําไปเชื่อมโยงกับความกระฉับกระเฉงและความกระตือรือร้นจากการที่มันเพิ่มความเข้มข้นและรสชาติให้อาหาร ดังนั้นถ้าใครสักคน “กระตือรือร้นเหมือนมัสตาร์ด” ก็แสดงว่าคนคนนั้นมีชีวิตชีวา มีกําลังวังชาพลุ่งพล่าน บริษัทอื่นแอนด์ซันส์เพียงแต่หยิบสํานวนที่รู้จักกันดีอยู่แล้วมาสื่อว่ามัสตาร์ดของพวกเขานั้นดีที่สุดและรสชาติเข้มข้นที่สุดนั่นเอง

ชื่อสุดหรูของเนื้อวัวส่วนต่างๆมาจากไหน?

The Sunday Lunch Club เรื่องเล่าของอาหารเที่ยงวันอาทิตย์ ตอนที่ 1

ไม่แปลกที่ชาวฝรั่งเศสตั้งชื่อเล่นให้ชาวอังกฤษว่า เลโรสบีฟ (les rosbif) ชาวอังกฤษไม่ค่อยชอบชื่อนี้นัก แต่ความชื่นชอบที่มีมายาวนานต่อเนื้อย่างวันอาทิตย์ของคนอังกฤษนั้นเป็นของจริง ดังสะท้อนผ่านเนื้อเพลง “The Roast Beef of Old England” ซึ่งแต่งขึ้นในปี 1735 โดย ริชาร์ด เลฟเวอริดจ์ (Richard Leveridge)

“เนื้ออบอันยิ่งยงเป็นอาหารของคนอังกฤษ มันบํารุงสมองของเรา ทําให้เลือดเราเข้มข้น”

ถ้าโรสบีฟไม่ใช่ชื่อเล่นที่สื่อถึงเจตนาดีก็แทบไม่น่าแปลกใจที่บทเพลงนี้ (ผู้ชมละครเวทีก่อนและหลังการแสดงละครเรื่องใหม่เคยร้องเพลงนี้ ตอนนี้ก็ยังร้องกันอยู่ตามงานเลี้ยงอาหารค่ำของราชนาวีอังกฤษ) ในท่อนถัดๆมามีเนื้อหาที่ค่อนข้างหยาบคายเกี่ยวกับชาวฝรั่งเศส

แต่เนื่องจากเราได้เรียนรู้จากฝรั่งเศสจอมฟุ้งเฟ้อให้กินรากต์และเต้นรํา [เราเป็น] ชนชาติยากจนข้นแค้นครึ่งๆกลางๆและหัวอ่อน แปดเปื้อนผู้ทรงเกียรติอันเคยโชติช่วงโดดเด่น ออกจะเป็นเรื่องขัดแย้งในตัวอยู่บ้าง เมื่อคิดว่าชื่อของเนื้อวัวส่วนดีที่สุดล้วนมาจากประเทศของคนที่ชอบเต้นรําและกินรากต์ (ragout) ดังที่เราจะได้เห็นกันต่อไป

ชาโตบริยองค์ (Chateaubriand)

The Sunday Lunch Club เรื่องเล่าของอาหารเที่ยงวันอาทิตย์ ตอนที่ 1

ชาโตบริยองค์เป็นสเต๊กเนื้อสันนอก (tenderloin) ชิ้นหนาที่มักนําไปปิ้งหรือย่าง คํานี้ก็มีที่มาจากภาษาฝรั่งเศสเช่นกัน โดยตั้งเพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนชื่อดัง ฟรองซัวส์-เรอเน เดอ ชาโตบริยองต์ (Francois René de Chateaubriand, 1768-1848) เขามีวัยเด็กที่ไร้สุขเนื่องจากถูกพ่อผู้อารมณ์ขุ่นมัวและทําอาชีพค้าทาสกดขี่ สิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นคือการได้เดินเที่ยวไกลๆในชนบทกับพี่สาวชื่อลูซิล ผู้ที่เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดผิดธรรมชาติ

เมื่ออายุ 17 ปีเขาสมัครเป็นทหารภายใน 2 ปี ก็ได้เลื่อนยศเป็นพันเอก แต่หลังจากนั้น 1 ปีในปี 1788 จู่ๆเขาก็หมดความสนใจในอาชีพทหารหลังจากพบปะนักเขียนชั้นนําชาวฝรั่งเศสหลายคน เมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ชาโตบริยองค์พรั่นพรึงกับความรุนแรงที่พบเจอในปารีส จึงเดินทางไปยังอเมริกาแล้วปักหลักอยู่ในภาคใต้ตอนล่างเมื่อปี 1791

ที่นั่นเขาผจญภัยทุกรูปแบบ ภายหลังยังอ้างด้วยว่าเคยอยู่กับชาวอินเดียนอเมริกันพื้นเมืองหลายเผ่า อันเป็นประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดงานเขียนเล่มที่ 3 ชื่อ René (1802) เป็นเรื่องราวอันเจ็บปวดที่อ่านแล้วน่าจะรู้สึกคุ้นๆแบบแปลกๆเกี่ยวกับชายชาวฝรั่งเศสไร้สุขผู้อาศัยร่วมกับเผ่านัตเชซ (Natchez) แห่งลุยเซียนาหลังจากหนีความสัมพันธ์อันตึงเครียดและอาจเป็นรักต้องห้ามกับพี่สาวชื่ออเมลี René ประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็ว ได้รับการยกย่องว่ามีอิทธิพลอย่าง ใหญ่หลวงต่อกลุ่มกวี จิตรกร และนักเขียน

ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม ขบวนการโรแมนติก (Romantic Movement) สมาชิกของกลุ่มนี้มี เพอร์ซี บิซชี เชลลีย์ (Percy Bysshe Shelley) และลอร์ดไบรอน (Lord Byron) ต่างมีชื่อเสียงจากเสื้อเชิ้ตหรูหรามีระบายที่สวมเป็นประจําเช่นเดียวกับผลงานที่รังสรรค์ขึ้น หากศิลปินเหล่านี้ยกย่องให้ชาโตบริยองต์เป็นบิดาแห่งจินตนิยม (Romanticism) นั่นทําให้เขาเป็นปู่ของจินตนิยมใหม่ (New Romanticism) กับกระแสนิยมวงดนตรีป๊อปหัวกระเซิงสวมเสื้อเชิ้ตมี ระบายที่โผล่มาตอนต้นทศวรรษ 1980 ด้วย

ชาโตบริยองต์กลับฝรั่งเศสหลังจากนโปเลียนประกาศนิรโทษกรรมให้ทุกคนที่หนีจากฝรั่งเศสในช่วงการปฏิวัติ ชื่อเสียงของเขาโด่งดังยิ่งขึ้นจากหนังสือเล่มต่อมา The Genius of Christianity ตีพิมพ์ปี 1802 มีเนื้อหาปกป้องศรัทธาในศาสนาคริสต์ และบทบาทที่ศาสนามีต่อ (หรือในกรณีนี้คือ ไม่มี) การปฏิวัติฝรั่งเศส นโปเลียนผู้ต้องการเอาใจคริสตจักรคาทอลิกเห็นด้วยกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง จากนั้นไม่นานก็แต่งตั้งชาโตบริยองต์ให้เป็นเลขานุการของคณะทูตที่ไปเยือนสันตะสํานัก (Holy See) (วาติกัน) แล้วชาโตบริยองต์ก็เริ่มต้นอาชีพอันยาวนานในฐานะนักเขียนและนักการเมือง เขาขึ้นดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีในปี 1815

อย่างไรก็ตามการที่ชาโตบริยองต์ไม่ยอมสาบานตนว่าจะภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิป (King Louis-Philippe) ในปี 1830 ทําให้อาชีพการเมืองของเขาถึงคราวสิ้นสุด แล้วเขาก็ใช้ชีวิตที่เหลือเขียนงานต่อต้านกษัตริย์องค์ใหม่ โดยดูถูกพระองค์ว่าเป็น “กษัตริย์ชนชั้นกลาง” รวมถึงแสดงความคิดเห็นเชิงโต้แย้งต่อหัวข้ออ่อนไหวอื่นๆในยุคนั้น ขณะที่อิทธิพลของเขาในฐานะนักเขียนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วิกตอร์ อูโก (Victor Hugo) เคยเขียนไว้ในวัยหนุ่มว่า “ถ้าไม่ได้เป็นอย่างชาโตบริยองต์จะไม่ขอ เป็นนักเขียนๆ แฟนๆของเขาไม่ได้มีแค่คนอ่านหนังสือ ลือกันว่าระหว่างที่เขาเป็นทูตฝรั่งเศสในลอนดอนเมื่อปี 1822 มงมิรายล์ (Montmireil) เชฟของเขาตั้งชื่ออาหารจานหนึ่งตามชื่อเจ้านายผู้เป็นที่รักจนโด่งดังไปทั่ว อาหารจานนี้เป็นเนื้อสันนอกเสิร์ฟในซอสไวน์ขาวใส่หอมแดงและแทร์รากอน แม้ทุกวันนี้จะเสิร์ฟกับซอสเบอร์เนส (Bearnaise sauce) มากกว่า แต่สเต๊กชาโตบริยองต์ก็ยังคงได้รับความนิยมทั้งในหมู่นักจินตนิยมยุคใหม่และยุคเก่ามากว่า 200 ปีแล้ว

หากผู้ใดได้รับไหล่เย็น (given the cold shoulder) ก็แปลว่าเจ้าภาพไม่เต็มใจต้อนรับผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว สํานวนนี้ก็เหมือนกับพายอัปยศ ซึ่งมีที่มาจากงานเลี้ยงใหญ่ในอังกฤษยุคกลาง ในงานเลี้ยง ซึ่งอาจจัดนานหลายวัน ผู้คนดื่มไวน์และเอลแกล้มอาหารเลิศหรูในขณะที่คณะศิลปินเร่ทั้งนักดนตรี นักเต้นและตัวตลกต่างให้ความบันเทิงแขกเหรื่อ แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราและเป็นธรรมเนียมที่เจ้าภาพจะปิดงานรื่นเริงด้วยการขอให้คนครัวนั่นเนื้อเย็นๆจากไหล่วัว แกะ หรือหมูมาเสิร์ฟ

การที่เจ้าภาพสื่อสารด้วยวิธีนี้ช่วยประหยัดแรงมากกว่าการไปพบแขกทุกคนด้วยตัวเองเพื่อแจ้งว่างานเลี้ยงเลิกแล้ว ธรรมเนียมนี้ส่งต่อไปถึงมื้ออาหารของชนชั้นล่างซึ่งเจ้าภาพจะเสิร์ฟเนื้อส่วนไหล่เย็นๆ (cold shoulder) ของแกะให้แก่แขกที่อยู่นานไม่รู้จักเกรงใจ ปัจจุบันหากคุณ “ได้รับไหล่เย็น” นั่นแปลว่าคุณโดนคนอื่นปฏิบัติอย่างไม่ใยดี แม้ในยุคกลางจะถือเป็นการแสดงออกแบบผู้มีอารยะและสุภาพชนก็ตาม (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet