Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 2

แซนด์วิชเปิดหน้า เมนูจากยุคกลาง

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 2

แซนด์วิชเปิดหน้า (open sandwich) ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศนอร์ดิก เมนูนี้ประกอบด้วยขนมปัง 1 แผ่นซึ่งมีอาหารชนิดต่างๆนํามาวางเรียงบนขนมปังอีกที่เป็นแนวคิดที่เก่าแก่ยิ่งกว่าแซนด์วิชแบบประกบขนมปัง 2 แผ่น ความเป็นมาของมันย้อนกลับไปได้ถึงยุคกลาง ผู้คนยุคนั้นใช้ขนมปังชิ้นใหญ่ที่เรียกว่า “เทรนเชอร์” (trencher) แทนจานใส่อาหาร เมื่อทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ผู้รับประทานอาหารสามารถกินขนมปังดังกล่าวไปด้วย หรือถ้ากินไม่ไหวแล้วก็อาจทิ้ง ลงพื้นไว้ให้สุนัขกินแทน

แล้วทําไมถึงเรียกว่าคลับแซนด์วิช?

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 2

คลับแซนด์วิช (club sandwich) หรืออีกชื่อคือคลับเฮาส์แซนด์วิช (clubhouse sandwich) มีต้นกําเนิดที่อเมริกา มักทําโดยใช้ขนมปัง 3 แผ่นประกบไส้ตามธรรมเนียมแซนด์วิช 2 ชั้นนี้จะสอดไส้เบคอน ไก่ ผักกาดหอม และมะเขือเทศ ขนมปังที่ใช้จะเป็นขนมปังปิ้งเสมอ ดูเหมือนแซนด์วิชชนิดนี้จะดังเพราะสมาคมเกมพนันที่เปิดให้เล่นเฉพาะสมาชิกอย่างซาราโตกาสปริงส์ (Saratoga Springs) ในนิวยอร์กช่วงปลายทศวรรษ 1800 คลับแซนด์วิชเป็นเมนูสุดโปรดที่สมาชิกชอบสั่งเป็นประจํา แต่หลังจากชาวอเมริกันเติมมายองเนสและซอสชนิดต่างๆให้แซนด์วิชธรรมดา นิ้วมันๆก็กลายเป็นปัญหาสําหรับนักเล่นไพ่อีกครั้ง ซึ่งการใช้ขนมปังปิ้งช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

เพลาแมนส์ล้นซ์ อาหารกลางวันของคนไถนา

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 2

ใครๆก็รู้ว่าเพลาแมนส์ลันช์ (ploughman’s lunch แปลตรงตัวว่า “อาหารกลางวันของคนไถนา”) ประกอบด้วยขนมปังอบใหม่ เนยแข็ง หอม และผักดอง อีกทั้งเป็นจานหลักในเมนูตามผับอังกฤษเกือบทุกแห่งรวมถึงในย่านที่ไม่มีทุ่งนาซึ่งผ่านการไถคราดแล้ว บ่อยครั้งผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าเมนูนี้เป็นอาหารเก่าแก่ของแท้ อันชวนให้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขกว่านี้ เมื่อครั้งคนไถนามักให้มาหยุดที่ร่องดินใต้ร่มเงาไม้และแกะห่ออาหารกลางวันง่ายๆออกมากิน

น่าเศร้าที่อาหารจานนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชนบทดั้งเดิมเลย ชื่อ “เพลาแมนส์ลันช์” ที่สื่อความถึงอาหารประเภทหนึ่งเป็นการเฉพาะนี้เป็นคําสมัยใหม่ซึ่งคิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 โดยสมาคมเนยแข็งชนบทแห่งอังกฤษ (English Country Cheese Council) ในฐานะส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ให้ผู้คนหันมากินเนยแข็งกันมากขึ้น

คําคํานี้ปรากฏตัวหลังจากบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ซึ่งเขียนโดย เซอร์ริชาร์ด ทรีเฮน (Sir Richard Trehane) นายกสมาคมเนยแข็งเผยแพร่ออกไป The Cheese Handbook ที่เขียนโดย บี. เอช. แอกซเลอร์ (B. H. Axler) และตีพิมพ์ในปี 1969 ได้ยกข้อความของทรีเฮน (ผู้เขียนคํานําให้หนังสือเล่มดังกล่าว) มาดังนี้ “เนยแข็งและเบียร์อังกฤษเข้ากันได้ดีมาหลายศตวรรษแล้วในรูปของเพลาแมนส์ลันช์”

ชื่ออาหารชนิดนี้โดยตัวมันเองอาจเก่าแก่จริงดังที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใน The Life of Sir Walter Scott โดย จอห์น จี. ล็อกฮาร์ต (John G. Lockhart) ซึ่งตีพิมพ์ ระหว่างปี 1837-1839 ข้อความระบุว่า “กวีผู้ประหลาดใจพุ่งเข้าไปสมทบกับพวกเขาโดยมีแซนด์วิชสดใหม่ซึ่งดูเหมือนเพลาแมนส์ลันช์อยู่ในมือ” Oxford English Dictionary บันทึกไว้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ชื่อนี้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แม้ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันหมายถึงแซนด์วิชไส้เนยแข็งกับผักดองหรือเปล่า

สมาคมเนยแข็งอาจได้แรงบันดาจใจจากเพลาบอยส์ลันช์ (ploughboy’s lunch) ซึ่งมีบันทึกว่าเสิร์ฟตามผับในชนบทอังกฤษบางแห่ง ช่วงที่มีการปันส่วนอาหารหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมนูนี้ประกอบด้วยขนมปังหนาๆ 1 แผ่นเนยแข็งท้องถิ่นชิ้นหนาๆ 1 ชิ้น หอมใหญ่ดองจํานวนหนึ่งและเบียร์ 1 ไพนต์

การรณรงค์ของสมาคมประสบความสําเร็จอย่างยิ่ง เพราะไม่นานเพลาแมนส์ลันช์ก็เป็นที่นิยมและกลายเป็นอาหารตามผับทั่วประเทศ ดังที่สะท้อนผ่านนิยายเรื่อง Saint Jack ของ พอล เธอโร (Paul Theroux) ที่พิมพ์เมื่อปี 1973 ในข้อความว่า “เรากินเพลาแมนส์ลันช์ที่หมู่บ้าน ในผับเก่าแก่สวยงามแห่งหนึ่งแล้วจึงกลับลอนดอน” เมื่อถึงปี 1975 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Times ก็แจ้งผู้อ่านว่า “ผับเหล่านี้ชํานาญเรื่องการปรุงอาหารกลางวัน คุณอาจซื้อหาเพลาแมนส์” รสดีได้ในราคา 20-30 เพนนี” วันวานช่างหอมหวานเสียจริง

ใครเป็นผู้ริเริ่มปิกนิก?

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 2

เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 18 แฟชั่นใหม่ก็ข้ามมายังช่องแคบอังกฤษ ตอนนั้นชาวฝรั่งเศสมีงานเลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการชนิดใหม่ที่เรียกว่า ปิกนิก (pique-nique) ซึ่งแขกจะนําอาหารกับไวน์มาแบ่งกัน ภาระการจัดหาของกินจะได้ไม่ตกอยู่กับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง การพบปะสังสรรค์แบบนี้จึงมักเกิดขึ้นตามสถานที่สาธารณะกลางแจ้ง ปัจจุบันใช้คําว่าปิกนิกเพื่อเรียกมื้ออาหารนอกสถานที่ซึ่งมักรับประทานกันในหมู่เพื่อนฝูง

มีผู้แนะว่า “บิ๊ก” (pique) อาจมาจากคํากริยาฝรั่งเศส บิ๊กเก้ (piquer) ที่ความหมายหนึ่งคือ “เก็บ” ในขณะที่ “นิก” (nique) แปลว่าสิ่งที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” หรือ “ไม่มีความสําคัญ” อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การคาดเดา เพราะ Oxford English Dictionary ระบุไว้ว่าคําคํานี้ไม่ปรากฏที่มาแน่ชัด อังกฤษเริ่มใช้คําคํานี้ครั้งแรกช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เดิมทีเป็นคําที่เกี่ยวข้องกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ และต่อมาก็ใช้เรียกอาหารเย็นชืดที่กินกันนอกบ้านระหว่างล่าสัตว์ นี่เป็นธรรมเนียมที่มีมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1300 และมักเกี่ยวข้องกับพายเนื้อสัตว์กับเนื้อย่างหรือเนื้ออบ

เมื่อสวนหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งปารีสเปิดให้ประชาชนเข้าไปได้เป็นครั้งแรกหลังการปฏิวัติในปี 1793 วัฒนธรรม ปึก-นิก ก็ได้รับความนิยมอย่างมากประหนึ่งเป็นการแก้แค้น และชาวลอนดอนผู้คุ้นเคยกับการตามกระแสแฟชั่นใหม่ๆจากปารีสทั้งด้านเสื้อผ้าและวัฒนธรรมก็รีบกําหนดแนวทางปิกนิกในแบบฉบับของตัวเองโดยขนานนามว่า “สมาคมปิกนิก” (Picnic Society) ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะนําอาหารมารับประทานร่วมกัน

เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1800 ความนิยมปิกนิกในอังกฤษก็หยั่งรากลึกแล้ว นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคนั้นตลอดจนยุคต่อๆมาซึ่งรวมถึง ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ (Charles Dickens) และ อาร์โนลด์ เบนเนตต์ ช่วยให้ธรรมเนียมนี้ได้รับความนิยมยิ่งขึ้นผ่านนิยายของพวกตน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet