Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1

อย่าถามว่าคุณทําอะไรให้ประเทศชาติได้บ้าง แต่จงถามว่าอาหารกลางวันมีอะไรบ้าง : ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles)

ขนมอบสไตล์คอร์นิช ช่วยชีวิตคนงานเหมือง

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1

คําบรรยายแบบเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกสุดเกี่ยวกับขนมอบไส้เนื้อและผักปรากฏในรัชสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 3 (1207-1272) ชอเซอร์ (Geoffrey Chaucer) เขียนถึงขนมอบเนื้อกวางไว้ 2 ครั้งใน Canterbury Tales หนังสือเล่มนี้เขียนในศตวรรษที่ 14 เดิมขนมอบนี้เป็นอาหารจานหรูของชนชั้นสูงผู้ชอบแกะแป้งอบชั้นนอกที่แข็งกระด้างออกเพื่อกินไส้ในอันอ่อนนุ่ม แต่ต่อมาก็กลายเป็นขนมอบตํารับคนยาก ทําด้วยผักกับเนื้ออะไรก็ตามที่หาได้ และกลายเป็นอาหารยอดนิยมในหมู่ชนชั้นแรงงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

แน่นอนว่าขนมอบชนิดนี้เกี่ยวพันกับมณฑลคอร์นวอลล์ และตลอด 200 ปีที่ผ่านมามันก็กลายเป็นอัตลักษณ์ของสถานที่ดังกล่าว อันที่จริงมันได้รับการยอมรับในฐานะอาหารพื้นบ้านสไตล์คอร์นิชตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แล้ว ใน Agricultural Survey ของวอร์แกน (George B. Worgan) ซึ่งเขียนถึงคอร์นวอลล์ในปี 1808 ก็บรรยายเรื่องนี้ไว้ คนคอร์นิชขึ้นชื่อว่าเป็นยอดชาวประมงและนักลักลอบค้าของเถื่อนตัวฉกาจ

แต่อุตสาหกรรมสําคัญที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของพวกเขาคือเหมืองดีบุก การทําเหมืองเป็นงานหนักและอันตราย และขนมอบสไตล์คอร์นิช (Cornish pasty) ก็เหมาะสมกับสภาวะในเหมืองยิ่งนัก เปลือกหนาของขนมอบทําหน้าที่เป็นทั้งกระติกเก็บความร้อนและกล่องใส่อาหาร ช่วยเก็บไส้ขนมให้อุ่นและปลอดภัย ขนมอบชนิดนี้ถือกินง่าย และเป็นอาหารครบมือในตัวเพราะมีทั้งเนื้อ ผัก และคาร์โบไฮเดรต ช่วยให้ชาวเหมืองมีพลังงานเพียงพอที่จะผ่านพ้นวันอันเหนื่อยยาก

บ่อยครั้งซีกหนึ่งของขนมอาจใส่ไส้ผลไม้หรือแยมซึ่งถือเป็นของหวานได้ด้วย โดยแม่บ้านจะอบขนมให้สมาชิกในบ้านคนละชิ้น และที่ปลายด้านหนึ่งของขนมจะกํากับชื่อตัวอักษรย่อของแต่ละคนไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการชกต่อยแย่งอาหารกลางวันบริเวณปากทางเข้าเหมือง

ส่วนเรื่องที่ว่าขนมอบสไตล์คอร์นิชช่วยชีวิตคุณได้อย่างไรนั้น เหล่าชาวเหมืองเชื่อกันว่าเคราะห์ร้ายจะมาเยือนหากกินเปลือกหนาๆของขนมอบ ดังนั้นจึงควรโยนเปลือกทิ้งให้พวก “นอกเกอร์ส” (knockers หรือ วิญญาณประจําเหมืองดีบุก) กินแทน ความเชื่อดังกล่าวก็เหมือนความเชื่ออื่นๆที่บ่อยครั้งมีเหตุผลที่ฟังขึ้นมารองรับ นั่นคือชาวเหมืองจะใช้เปลือกขนมอบเป็นที่จับขณะกินส่วนที่เป็นไส้เพื่อกันไม่ให้สารหนูซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงในเหมืองถ่ายทอดจากมือสู่อาหาร

เมื่อต่างชาติเข้ามาแข่งขัน ทําให้ชาวคอร์นิชต้องเลิกกิจการเหมืองไปในตอนปลายศตวรรษที่ 19 คนงานจําต้องอพยพไปยังอเมริกา ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 1875 มีคนงานเหมืองชาวคอร์นิชไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นรายขึ้นเรือไปแสวงหาชีวิตใหม่ และพวกเขาก็นําขนมอบสไตล์คอร์นิชติดตัวไปทั่วโลก

ไข่สกอตซ์มาจากสกอตแลนด์หรือเปล่า?

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1

ไข่สกอตช์เป็นอาหารหน้าตาประหลาดทําจากไข่ต้มหุ้มเนื้อสับคลุกเกล็ดขนมปังแล้วนําไปทอด ไข่สกอตช์มีประวัติที่ไม่ธรรมดา นักประวัติศาสตร์อาหาร อลัน เดวิดสัน (Alan Davidson) เชื่อว่าอาหารจานนี้มีต้นกําเนิดมาจากอาหารอินเดียชื่อ นาร์กิซี คอฟตา (nargisi kofta) ซึ่งเป็นไข่หุ้มเนื้อแกะบดที่นําไปต้มในซอสมะเขือเทศปรุงผงแกง

อาหารชนิดนี้ถูกทหารของจักรวรรดิอังกฤษนํากลับมายังบ้านเกิด ต่อมาจึงวิวัฒนาการเป็นไข่สกอตช์รสเผ็ด (curried Scotch egg) ซึ่งมีการเติมเครื่องเทศลงในเนื้อบดและไม่ใส่ซอส บุคคลและสถาบันอื่นๆอีกหลายราย (ซึ่งล้วนไม่ได้มาจากสกอตแลนด์) อ้างว่าตนเป็นผู้ให้กําเนิดไข่สกอตช์ รวมถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังในลอนดอนอย่างฟอร์ตันมแอนด์เมสัน (Fortnum & Mason) เรียกอาหารชนิดนี้สูตรอื่นในปี 1738 ว่า “รังนก” และใช้ไข่นกหัวโตแทนไข่ไก่

สูตรอาหารแรกที่ตีพิมพ์ของกินที่ตอนนี้เรารู้จักกันในชื่อไข่สกอตช์ (แต่ไม่ใช่ของชาวสกอต) ปรากฏใน A New System of Domestic Cookery เขียนโดยสุภาพสตรีชาวอังกฤษนามมิสซิสมาเรีย รันเดลล์ (Mrs Maria Rundell, 1745-1828) หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งเมื่อ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1806 มิสซิสรันเดลล์อาจดังไม่เท่ามิสซิสบีตันผู้จะตามมาในภายหลัง แต่เธอก็เป็นนักเขียนขายดีในยุคนั้น ตําราอาหารของเธอพิมพ์ซ้ำถึง 65 ครั้ง ขายได้กว่า 5 แสนเล่ม

ครั้งแรกที่มีการเรียกเมนูดังกล่าวว่าไข่สกอตช์แบบเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดจาก เม็ก ดอดส์ (Meg Dodds) เจ้าของโรงเตี๊ยม เคลย์คัมที่ย่านเซนต์โรแนนส์ใกล้เขตพี่เบิลส์ ประเทศสกอตแลนด์ ดูเหมือนเธอเป็นคนแรกที่ใช้ชื่อดังกล่าวใน Cook and Housewife’s Manual (1826) เธอแนะนําว่าอาหารจานนี้ควรกินตอนร้อนๆกับน้ำเกรวี่ ช่างฟังดูแสนจะสกอตเสียนี่กระไร

ทว่าแม้โรงเตี้ยมเคลย์คัมจะมีอยู่จริง (อยู่ที่เมืองล็อกเกลลีในย่านไฟฟ์ ห่างจากพี่เบิลส์หลายไมล์) กลับกลายเป็นว่า เม็ก ดอดส์ ไม่มีตัวตนจริง เธอเป็นตัวละครในนิยายเรื่องดังของเซอร์วอลเตอร์ สกอตต์ (Sir Walter Scott) ชื่อ St Ronan’s Wel ซึ่งตีพิมพ์ก่อนหน้านั้น 2 ปี หลายคนคาดเดาว่าสกอตต์ผู้ผลิตงานเขียนไว้มากมายและเริ่มโด่งดัง ตอนต้นศตวรรษที่ 19 จากนวนิยายเรื่อง Rob Roy (1817) และ Ivanhoe (1819) เป็นคนเขียน Cook and Housewife’s Manual แล้วใช้ชื่อ เม็กดอดส์ เป็นนามปากกา เขาจึงเป็นผู้ทําให้เมนูเรียบง่ายอย่างไข่สกอตช์ได้รับความนิยมมากขึ้น

ชายชาวสกอตผู้นี้คือที่มาของชื่อไข่สกอตช์ (หรือจริงๆน่าจะเรียกว่า “ไข่ของสกอตต์” (Scott’s egg) มากกว่า ทําให้มีมรดกเสี้ยวเล็กๆของสกอตแลนด์ปรากฏอยู่ตามร้านค้าในปั้มน้ำมันและงานเลี้ยงแต่งงานแบบประหยัดทั่วอังกฤษในอีก 200 ปีต่อมา และเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการที่เกล็ดขนมปังบนเปลือกหุ้มไข่สกอตช์เป็นสีแดงเด่นชัดเหมือนสีผมชาวสกอตเลย

แซนด์วิช เมนูที่ถือกำเนิดมาจากการพนัน

Keep Calm & Eat Lunch เมนูอาหารกลางวันนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1

เชื่อหรือไม่ว่าจริงๆแล้วแซนด์วิชไม่ใช่คําที่ถูกต้องตามหลักภาษาด้วยซ้ำ ทว่าเป็นชื่อเฉพาะบันทึกเกี่ยวกับหมู่บ้านชื่อแซนด์วิชใน ค.ศ. 642 กล่าวว่าหมู่บ้านที่งดงามและมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งอยู่ที่เคนต์ แซนด์วิชมีที่มาจากการประสมคําในภาษาอังกฤษโบราณระหว่าง sand กับ wic รวมกันแปลว่า “หมู่บ้านทราย” หรือ “เมืองบนพื้นทราย” แม้ปัจจุบันหมู่บ้านนี้จะอยู่ห่างจากทะเล 2 ไมล์ แต่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นท่าเรือที่คึกคัก

ช้างตัวแรกที่ล้อมจับมาได้ก็ขึ้นบกที่นี่ในปี 1255 ก่อนจะถูกส่งไปถวายพระเจ้าเฮนรีที่ 3 อีกทั้งที่นี่ยังเป็นฐานทัพเรือของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ภายใต้การบังคับบัญชาของเซอร์เอดเวิร์ด มอนทากิว (Sir Edward Montague) เมื่อถึงปี 1660 กษัตริย์ผู้ซาบซึ้งในความจงรักภักดีทรงแต่งตั้งมอนทากิวเป็นเอิร์ล เจ้าตัวจึงเริ่มคิดว่าควรเอาชื่อเมืองท่าอันยิ่งใหญ่ที่ไหนสักแห่งมารวมอยู่ในบรรดาศักดิ์ใหม่นี้ด้วย เมืองที่เขาเลือกเอาไว้ก็มีบริสตอลกับพอร์ตสมัธ แต่แล้วผู้บัญชาการกองทัพเรือผู้นี้ก็ตัดสินใจเลือกแซนด์วิช ด้วยเหตุนี้บรรดาศักดิ์ที่สืบทอดในวงศ์ตระกูลของเขาจึงเป็นเอิร์ลแห่งแซนด์วิช

จนถึงปัจจุบันมีเอิร์ลแห่งแซนด์วิช 11 คนแล้ว แต่คนที่ดังสุดคือผู้คิดค้นหัวใจหลักในห่ออาหารกลางวันทุกห่อในโลกตะวันตก เขาคือเอิร์ลแห่งแซนด์วิชคนที่ 4 จอห์น มอนทากิว (John Montague, 1718-1792) เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกองทัพเรืออังกฤษเช่นเดียวกับปู่ทวด แต่ที่ไม่ เหมือนคือเขาไม่มีทั้งคุณธรรมและความสามารถ กองทัพเรืออยู่ในสภาพเละเทะเมื่อต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา หลายคนมองว่าเพราะเขาอังกฤษถึงแพ้ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเพราะท่านเอิร์ลสนใจเรื่องอื่นๆมากกว่าการงาน และที่สนใจเป็นพิเศษคือการพนัน แต่ก็เป็นการพนันนี่เองที่ก่อให้เกิดตํานานอาหารอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะเกี่ยวพันกับเขาไปตลอดกาล

เรื่องเล่าอันโด่งดังมีอยู่ว่าครั้งหนึ่งในปี 1762 แซนด์วิชเล่นไพ่กับเพื่อนๆแบบติดพันต่อเนื่องจนเกือบรุ่งสาง เขาซึ่งทั้งเมาและกําลังมือขึ้นตัดสินใจว่าต้องกินอะไรสักหน่อย เลยสั่งให้ผู้รับใช้นํา เนื้อ “ประกบขนมปัง 2 แผ่น” มาให้ทั้งนี้เพื่อให้นิ้วของเขาไม่มันจนเกิดตําหนิบนไพ่ให้คู่แข่งเดารูปแบบการเล่นได้ กลยุทธ์นี้ได้ผล ไม่นานอาหารว่างดังกล่าวก็ได้รับความนิยมล้นหลามตามโต๊ะพนันและสโมสรพนันของชนชั้นสูงแห่งอังกฤษ คําว่า “แซนด์วิช” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอังกฤษอย่างรวดเร็ว

เอิร์ลแห่งแซนด์วิชยังเป็นสมาชิกสโมสรไฟนรก (Hellfire Club) อันฉาวโฉ่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ชื่อเสียงของเขาดีขึ้นสักนิด นี่คือสโมสรของสุภาพบุรุษที่ตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนสถาบันศาสนา ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในการพบปะสังสรรค์ของสมาชิก สมาชิกจะไม่พูดเรื่องสโมสรให้คนนอกรู้แต่ มีข่าวลือว่ามีปาร์ตี้เซ็กซ์หมู่แบบเต็มขั้นและพิธีกรรมบูชาซาตาน

ว่ากันว่าในการประชุมครั้งหนึ่งแซนด์วิชถูกโจมตีด้วยประโยคเชือดเฉือนคมคายที่สุดประโยคหนึ่งในประวัติศาสตร์ แซนด์วิชด่า แซมวล ฟุต (Samuel Foote) ว่า “นี่ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายจะตายบนตะแลงแกงหรือเป็นฝีดาษตายกันแน่” ฟุตจึงโต้กลับว่า “ท่านครับ เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับว่าผมใช้ชีวิตแบบท่านหรือแบบนางบําเรอของท่านน่ะครับ” ศัตรูของแซนด์วิชช่วยกระจายเรื่องนี้ไปทั่วลอนดอน

เมื่อแซนด์วิชเสียชีวิตในปี 1792 เขากลายเป็นบุคคลที่คนชังมากที่สุดในอังกฤษ แม้แต่เพื่อนๆยังแนะนําให้จารึกบนหลุมฝังศพของเขาว่า “แทบไม่เคยมีใครดํารงตําแหน่งมากขนาดนี้แต่กลับทํางานสําเร็จน้อยถึงเพียงนี้ กระนั้นอาหารชื่อแซนด์วิชก็มิใช่เพียงสิ่งเดียวที่เขาทิ้งไว้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกองทัพเรือแซนด์วิชยังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการเดินเรือของพันเรือเอกเจมส์ คุก (Captain James Cook) สู่ทวีปอเมริกาในปี 1778 ด้วย ในวันที่ 14 มกราคม

คุกเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ไปเยือนหมู่เกาะฮาวาย เดิมเขาเรียกที่นี่ว่าหมู่เกาะแซนด์วิชเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สนับสนุน แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อหมู่เกาะดังกล่าวในศตวรรษถัดมา ถึงกระนั้นหมู่เกาะเซาธ์แซนด์วิชและช่องแคบแซนด์วิชยังคงใช้ชื่อตามนักพนันชราและผู้คิดค้นแซนด์วิชคนนี้มาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ต้องพูดถึงสํานวนที่มาจากแซนด์วิช ตอนนี้เราอาจพบว่าตนเองถูกประกบหรือถูกแซนด์วิช (sandwiched) อยู่ระหว่างวัตถุ 2 สิ่ง นัดหมายทางธุรกิจ 2 ครั้ง หรือสาวเสิร์ฟ 2 คนในคาสิโนที่ลาสเวกัส เราก็ได้แต่โล่งใจที่ท่านเอิร์ลคนแรกเลือกแซนด์วิชเป็นชื่อบรรดาศักดิ์ เพราะไม่แน่ใจว่าจะอยากกินบริสตอลไส้ชีสกับชัตนีย์ (chutney) หรือพอร์ตสมัธไส้แฮมกับมะเขือเทศหรือเปล่า แล้วคุณล่ะคิดยังไง? (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet