การสมคบคิดครั้งใหญ่เพื่อล้มล้างอำนาจของตระกูลวูดวิลล์

Princes of the Tower

เอ็ดเวิร์ด ที่ 4 กลับคืนสู่บัลลังก์กษัตริย์อีกครั้งในเดือนเมษายน ค.ศ. 471 หลังจากบุกเข้าลอนดอนได้สําเร็จ ความสงบสุขจึงกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ก็เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ภายหลังสงครามสงบลง กลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายยอร์คก็ได้รับการปูนบําเหน็จกันถ้วนหน้า ตรงข้ามกับฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่ถูกริบทรัพย์สมบัติริบที่ดินกันถ้วนทั่วด้วยเช่นกัน

การล้มล้างอำนาจตระกูลวูดวิลล์

Princes of the Tower

ในศึกครั้งนี้ ริชาร์ด ดยุก แห่ง กลอสเตอร์ (Richard Duke of Gloucester) อนุชาอีกองค์หนึ่งของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์อย่างเหนียวแน่นโดยตลอดนั้น ได้รับมอบอํานาจให้ดูแลภาคเหนือของอังกฤษทั้งหมด ถือว่าทรงอํานาจรองจากพระองค์ในช่วงหลังสงคราม ผิดกับ จอร์จ แพลนตาจีเนต ที่เคยอยู่ฝ่าย ริชาร์ด เนวิลล์ และแลงคาสเตอร์มาก่อน ถึงแม้จะหันกลับมาเข้ากับฝ่ายเอ็ดเวิร์ดที่ 4 และทําให้ฝ่ายยอร์คสามารถกลับมายึดลอนดอนคืนได้สําเร็จ

แต่เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็ยังคงคิดระแวงอนุชาผู้นี้อยู่เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนใจหันไปเข้าข้างศัตรูอีกเมื่อใด จึงพยายามที่จะหาหนทางถอดอนุชาผู้นี้ออกจากตําแหน่งต่างๆเรื่อยมา กระทั่งในที่สุด จอร์จ แพลนตาจีเนต ก็ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏและทรยศต่อราชบัลลังก์จนได้ และถูกตัดสินให้ประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1478

เมื่อ เอ็ดเวิร์ดที่ 4 สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1483 ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นอีก เมื่อพระองค์ตั้งโอรสพระชนม์ 12 พรรษาขึ้นสืบบัลลังก์ต่อ คือ เอ็ดเวิร์ดที่ 5 (Edward V) แต่ปัญหาคือ เอ็ดเวิร์ดที่ 5 นั้นอยู่ในการดูแลของตระกูลวูดวิลล์อันเป็นเครือญาติของพระมารดามาแต่เล็ก ซึ่งขุนนางส่วนใหญ่ยังคงเกลียดชังตระกูลวูดวิลล์ที่มักใช้อํานาจบารมีข่มทุกคนอย่างไม่เคยเกรงกลัวใครมาโดยตลอด จึงเกรงกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่อาจตกเป็นหุ่นเชิดของตระกูลวูดวิลล์

ในที่สุดเหล่าขุนนางจึงมองหาผู้ที่เหมาะสมกับบัลลังก์มากกว่า ซึ่งเวลานั้นมีแต่เพียง ริชาร์ด แห่ง กลอสเตอร์ อนุชากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 เท่านั้น จึงสมคบคิดกันปลดกษัตริย์องค์ใหม่ลงแล้วถอนราก ถอนโคนตระกูลวูดวิลล์ออกจากอํานาจไปจนหมดสิ้น จากนั้นจึงสถาปนา ริชาร์ด แห่ง กลอสเตอร์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ริชาร์ด ที่ 3 (Richard II)

ขุนนางกลุ่มนี้มีผู้นําคือ เฮนรี สแตฟฟอร์ด ดยุก แห่ง บัคกิงแฮม (Henry Stafford Duke of Buckingham) ซึ่งเป็นผู้วางแผนทั้งหมด แล้วนําทัพลงมาลอนดอนเพื่อจัดการกับตระกูลวูดวิลล์ ซึ่งตอนนั้น แอนโธนี วูดวิลล์ เอิร์ล ริเวอร์ส (Anthony Woodville Earl Rivers) น้องชายของ เอลิซาเบธ วูดวิลล์ และ โธมัส เกรย์ มาร์ควิส แห่ง ดอร์เซต (Thomas Grey Marquess of Dorset) ซึ่งเป็นบุตรชายจากการสมรสครั้งแรกของ เอลิซาเบธ วูดวิลล์ กุมอํานาจอยู่

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1483 คนตระกูลวูดวิลล์ก็ถูกจับกุมจนหมด แอนโธนี วูดวิลล์ และ โธมัส เกรย์ ถูกนําไปขังอยู่ที่ปราสาทปอนดี-แฟรกต์ (Pontefract Castle) ในยอร์คเชียร์ แต่ต่อมาก็ถูกประหาร ส่วน เอ็ดเวิร์ดที่ 5 กษัตริย์น้อยถูกคุมขังอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน โดยถูกฝ่ายก่อการใช้วิธีหลอกว่าเพื่อความปลอดภัยของพระองค์เอง สําหรับ เอลิซาเบธ วูดวิลล์ พระมารดานั้นเมื่อทราบว่าไม่ปลอดภัยจึงหลบไปลี้ภัยอยู่ที่อารามพร้อมกับโอรสอีกองค์หนึ่งพระชนม์ 9 พรรษาคือ ริชาร์ด ดยุก แห่ง ยอร์ค (Richard Duke of York)

แต่ต่อมาก็ถูกหลอกอีกว่าจะให้ ริชาร์ด ดยุก แห่ง ยอร์ค ไปอยู่กับพระเชษฐาที่หอคอยแห่งลอนดอนเพื่อความปลอดภัย นับจากนั้นเด็กทั้งสองก็ถูกขังลืมอยู่ที่หอคอยแห่งนั้นเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อบัลลังก์ของกษัตริย์องค์ใหม่ เด็กทั้งสองนี้รู้จักกันในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “เจ้าชายแห่งหอคอย (Princes of the Tower)” ซึ่งต่อมาไม่มีใครทราบข่าวคราวของทั้งสองอีกเลย แต่ก็เชื่อกันว่าทั้งสองถูกลอบปลงพระชนม์อยู่ในหอคอยแห่งนั้นเอง และก็ไม่มีใครที่จะคิดฟื้นฝอยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก 

สงครามดอกกุหลาบระลอกใหม่

สงครามดอกกุหลาบระลอกใหม่

เมื่อกําจัดตระกูลวูดวิลล์จนหมดเสี้ยนหนามลงไปแล้ว แผนต่อมาก็คือการไปขอสภาลงมติย้อนหลังให้การอภิเษกระหว่าง เอ็ดเวิร์ดที่ 4 กับ เอลิซาเบธ กูดวิลล์ เป็นโมฆะ เนื่องจากกษัตริย์ลักลอบอภิเษกครั้งนั้นอย่างลับๆโดยไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา และด้วยเหตุนี้จึงทําให้ทายาทที่เกิดมา ไม่มีความชอบธรรมในการสืบบัลลังก์ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อเปิดทางให้ ริชาร์ดที่ 3 ขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์แทนโดยชอบธรรมนั่นเอง

เมื่อริชาร์ดที่ 3 ขึ้นนั่งบัลลังก์โดยสมบูรณ์แล้วก็ใช่ว่าบ้านเมืองจะสงบลงได้ เพราะศึกรอบใหม่กําลังรอการปะทุขึ้นมาจากอีกฟากฝั่งตระกูลแลงคาสเตอร์ ทําให้สงครามดอกกุหลาบจึงไม่อาจปิดฉากลงไปได้ สงครามดอกกุหลาบระหว่างยอร์คกับแลงคาสเตอร์ยกใหม่เริ่มตั้งเค้าขึ้นมา

เมื่อ เฮนรี สแตฟฟอร์ด ดยุกแห่ง บัคกิงแฮม ผู้ทําให้ ริชาร์ดที่ 3 ขึ้นนั่งบัลลังก์ เกิดย้ายข้างไปคบหากับฝ่าย แลงคาสเตอร์ และต้องการให้บัลลังก์กลับไปเป็นของทางแลงคาสเตอร์อีกครั้ง ซึ่งเวลานั้นผู้ถือสิทธิ์สืบทอดจากเฮนรีที่ 6 อดีตกษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ที่หอคอยแห่งลอนดอนในสงครามครั้งหลังสุด ก็คือ เฮนรี ทิวดอร์ (Henry Tudor)

เฮนรี ทิวดอร์ อ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์จากเชื้อสายทางฝ่ายมารดาคือ ท่านหญิงมาร์กาเรต โบฟอร์ต (Margaret Beaufort) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก จอห์น แห่ง กอนต์ โอรสของเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งราชวงศ์แพลนตาจีเนต เช่นกัน จึงเป็นผู้ถือสิทธิ์ลําดับแรกของทางฝั่งแลงคาสเตอร์

นอกจากนี้ เฮนรี ทิวดอร์ ยังมีปู่ซึ่งเคยรับใช้ในราชวังสมัยของเฮนรีที่ 5 มา ก่อนคือ โอเวน ทิวดอร์ (Owen Tudor) ที่หลังจากเฮนรีที่ 5 สิ้นพระชนม์ลงแล้ว โอเวน ทิวดอร์ ได้สมรสกับ แคทเธอรีน แห่ง วาลัวส์ (Catherine of Valois) ชายาม่ายของ เฮนรีที่ 5 และกําเนิดบุตรคือ เอ็ดมันด์ ทิวดอร์ เอิร์ล แห่ง ริชมอนด์ (Edmund Tudor Eart of Richmond) ซึ่งก็คือบิดาของ เฮนรี ทิวดอร์ นั่นเอง

ด้วยสายที่เกี่ยวพันกันเช่นนี้จึงทําให้ตระกูลทิวดอร์ นับเป็นฝ่ายของแลงคาสเตอร์ และ เฮนรี ทิวดอร์ ก็ถือได้ว่าอยู่ในสายเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ซึ่งใกล้ชิดที่สุดสายหนึ่งของทางฝ่ายแลงคาสเตอร์ในเวลานั้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet