ตระกูลแลงคาสเตอร์หวนคืนบัลลังก์ นำไปสู่ศึกครั้งใหญ่ที่สมรภูมิรบบาร์เนต

ในปี ค.ศ. 1468 ริชาร์ด เนวิลล์ จึงได้เริ่มรวบรวมฝ่ายที่ไม่พอใจในอิทธิพลของตระกูลวูดวิลล์ และพวกที่ไม่พอใจการใช้อํานาจของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งช่วงเวลานั้นความนิยมกษัตริย์ในหมู่พ่อค้าประชาชนได้เริ่มตกต่ำลงอย่างมากเช่นกัน สืบเนื่องจากการเร่งหาเงินเข้าท้องพระคลังเพื่อไปใช้จ่ายกับการสงคราม ได้มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเป็นการใหญ่จนเริ่มสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีหนักกว่าใคร

ตระกูลแลงคาสเตอร์หวนคืนบัลลังก์

ตระกูลแลงคาสเตอร์หวนคืนบัลลังก์

กระทั่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1469 ฝ่ายก่อการจึงเริ่มแผนการโดยปล่อยข่าวไปตามเมืองต่างๆว่าร้ายต่อเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ว่าเป็นกษัตริย์ไม่มีความชอบธรรม โดยอ้างว่าพระองค์เป็นบุตรนอกสมรส ผู้ซึ่งเป็นบุตรอย่างชอบธรรมนั้นก็คือ จอร์จ แพลนตาจีเนต ดยุก แห่ง คลาเรนซ์ (George Plantagenet Duke of Clarence) ผู้เป็นอนุชาของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ต่างหาก ซึ่ง จอร์จ แพลนตาจีเนต ก็คือบุตรเขยของ ริชาร์ด เนวิลล์ นั่นเอง เนื่องจากสมรสกับ อิสซาเบล เนวิลล์ (Isabel Neville) บุตรสาว ริชาร์ด เนวิลล์ ที่เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ปฏิเสธ แต่ในที่สุดทั้งสองก็สมรสกันจนได้

จากนั้นฝ่ายก่อการได้ส่งกําลังออกมาหลอกล่อ ซึ่งกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็ติดกับยกทัพออกไป หมายที่จะปราบปรามและเกิดการปะทะกันที่ เดนส์ มอร์ (Danes Moor) ในเขตนอร์แธมป์ตันเชียร์ และ เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็เสียที่จนต้องล่าถอยกลับมาแต่ก็ไม่ทันการ เมื่อทัพของ ริชาร์ด เนวิลล์ และ จอร์จ แพลนตาจีเนต ได้ยกตามขึ้นมาสมทบ

การสู้รบครั้งนี้ทําให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียแม่ทัพคนสําคัญลงไปหลายคน กระทั่งในที่สุดฝ่ายกษัตริย์พ่ายแพ้ เอ็ดเวิร์ดที่ 4 จึงถูกจับกุมตัวเป็นเชลยและคุมขังไว้ในปราสาทมิดเดิลแฮม (Middleham Castle) ที่ยอร์คเชียร์ และสงครามครั้งนี้ยังทําให้ ริชาร์ด เนวิลล์ สามารถลดอิทธิพลของคนในตระกูลวูดวิลล์ลงไปได้อีกด้วย

เมื่อจับกุม ริชาร์ด วูดวิลล์ เอิร์ล ริเวิร์ส (Richard Woodville Earl Rivers) บิดาของราชินีเอลิซาเบธได้ และถูก ริชาร์ด เนวิลล์ สั่งประหาร ซึ่งหลังจากชนะศึกแล้ว ริชาร์ด เนวิลล์ ก็เตรียมที่จะสถาปนา จอร์จ แพลนตาจีเนต อนุชาของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน แต่ไม่เป็นผลสําเร็จ เนื่องจากถูกถ่วงโดยเหล่าขุนนางที่ยังภักดีต่อเอ็ดเวิร์ดที่ 4 อยู่ ซึ่งภายหลังเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็ได้รับความช่วยเหลือจากน้องชายของ ริชาร์ด เนวิลล์ เองคือ จอร์จ เนวิลล์ (George Neville) ซึ่งมีตําแหน่งเป็น อาร์คบิชอป แห่ง ยอร์ค (Archbishop of York) โดยยังช่วยไกล่เกลี่ยจน ริชาร์ด เนวิลล์ ใจอ่อน ยินยอมเปิดทางให้เอ็ดเวิร์ดที่ 4 กลับมาขึ้นนั่งบัลลังก์ได้ตามเดิมอีกด้วย

ความวุ่นวายยังคงไม่จบสิ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1470 ก็เกิดมีการก่อความวุ่นวายขึ้นอีกใน ลินคอล์นเชียร์ (Lincolnshire) ซึ่งต่อมาหัวหน้ากลุ่มก่อการถูกจับกุมได้และถูกประหาร แต่เกิดมีการพบว่า ริชาร์ด เนวิลล์ และ จอร์จ แพลนตาจีเนต อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย ทั้งสองจึงถูกเนรเทศออกจากอังกฤษ โดยไปพักอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยการเอื้อเฟื้อจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 11 (Louis XI) แห่งฝรั่งเศสที่พยายามเป็นตัวกลางเชื่อมสัมพันธ์ให้ทั้ง เนวิลล์ และ แพลนตาจีเนต ยินยอมเป็นพันธมิตรกับ มาร์กาเรต แห่ง อังจู ที่ลี้ภัยมาอยู่ที่นั่นก่อนหน้านี้

จนทําให้ทั้งสองยินยอมหันมาเข้ากับฝ่ายแลงคาสเตอร์ และร่วมกันกลับไปทําสงครามกับ เอ็ดเวิร์ดที่ 4 อีกยกหนึ่ง และเพื่อเป็นการเกาะเกี่ยวสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้น มาร์กาเรต แห่ง อังจู จึงขอบุตรสาวอีกคนของ ริชาร์ด เนวิลล์ คือ แอนน์ เนวิลล์ (Anne Neville) ให้สมรสกับโอรสพระองค์คือ เอ็ดเวิร์ด แห่ง เวสต์มินสเตอร์ อีกด้วย เท่ากับผู้สร้างกษัตริย์ให้ฝ่ายยอร์คได้ย้ายข้างมาอยู่กับฝ่าย แลงคาสเตอร์แล้วนับแต่นั้น

พอถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1470 ริชาร์ด เนวิลล์ ก็นํากองทัพเหยียบแผ่นดินอังกฤษอีกครั้ง โดยเลือกช่วงจังหวะเวลาที่เอ็ดเวิร์ดที่ 4 นําทัพไปปราบกบฏทางตอนเหนือที่ลุกฮือขึ้นอีกครั้ง และด้วยความช่วยเหลือของผู้ที่ยังคงภักดีต่อเขา จึงทําให้ ริชาร์ด เนวิลล์ สามารถนําทัพเข้าสู่ลอนดอนได้ในที่สุด และปลดปล่อยเฮนรีที่ 6 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ พาพระองค์แห่แหนออกไปทั่วท้องถนนกรุงลอนดอนพร้อมทั้งยังประกาศการคืนสู่บัลลังก์แก่เฮนรีที่ 6 อีกด้วย โดยบีบให้เหล่าขุนนางและสภาถอดถอนเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ออกจากบัลลังก์เสีย

เมื่อถึงเวลานี้แล้วทุกอย่างก็เข้าทางฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่ได้กลับมาเป็นฝ่ายกุมบัลลังก์อังกฤษอีกครั้งในเวลานั้นเอง พอเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ทราบข่าวก็สายเกินไปเสียแล้ว พระองค์จึงต้องหนีข้ามไปลี้ภัยที่เบอร์กันดี (Burgundy) ทางทิศเหนือของฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในอํานาจของบุตรเขยพระองค์ แต่ ริชาร์ด เนวิลล์ ก็ยังคงไม่ลดละพยายามตามไปจัดการกับเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ที่เบอร์กันดีให้ได้ ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือในด้านกําลังทหารจากหลุยส์ ที่ 11 แห่งฝรั่งเศสนั่นเอง แต่แผนการครั้งนั้นก็ไม่ประสบความสําเร็จจนต้องล้มเลิกไปในที่สุด

สมรภูมิรบที่บาร์เนต (Barnet)

สมรภูมิรบที่บาร์เนต (Barnet)

ด้วยความช่วยเหลือของเบอร์กันดี จึงทําให้เอ็ดเวิร์ดที่ 4 สามารถสร้างกองทัพขึ้นใหม่แล้วกลับคืนสู่แผ่นดินอังกฤษได้อีกครั้ง โดยไปปักหลักอยู่ที่ยอร์คเชียร์ จากนั้นก็พยายามหาโอกาสกลับไปยึดลอนดอนคืนอีก และด้วยความช่วยเหลือของ จอร์จ แพลนตาจีเนต ที่เปลี่ยนใจหันกลับมาอยู่ฝ่าย ยอร์คอีกครั้ง ได้ออกอุบายลวง ริชาร์ด เนวิลล์ ให้นําทัพออกจากลอนดอน จึงทําให้ฝ่ายเอ็ดเวิร์ดที่ 4 สามารถบุกเข้าไปยึดลอนดอนคืนได้สําเร็จ

จากนั้นก็เกิดการปะทะกันอีกครั้งที่สมรภูมิบริเวณซึ่งเรียกว่า บาร์เนต (Barnet) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนในเดือนเมษายน ค.ศ. 1471 เมื่อ ริชาร์ด เนวิลล์ พยายามจะบุกยึดลอนดอนคืนแต่กลับโชคร้ายต้องเสียชีวิตลงพร้อมน้องชายคือ จอห์น เนวิลล์ ที่ถูกสังหารลงที่สมรภูมิแห่งนี้ทั้งคู่ ซึ่งเชื่อกันว่าถูกคนของตัวเองหักหลังหันไปเข้าฝ่ายยอร์ค ในขณะที่ฝ่ายแลงคาสเตอร์กําลังพ่ายแพ้ที่สมรภูมิบาร์เนตนั้น มาร์กาเรต แห่ง อังจู ก็กําลังนําทัพข้ามมาสมทบจากฝรั่งเศสเช่นกัน

เมื่อทราบว่าฝ่ายตนพ่ายแพ้ จึงหันหัวเรือกลับไปขึ้นฝั่งที่เวลส์ซึ่งยังคงเป็นเขตที่มีฝ่ายภักดีต่อแลงคาสเตอร์เหลืออยู่จากเวลส์ มาร์กาเรต แห่งอังจู และ เอ็ดเวิร์ด แห่ง เวสต์มินสเตอร์ ร่วมกับแม่ทัพ เอ็ดมันด์ โบฟอร์ด ดยุก แห่ง ซอมเมอร์เซต (Edmund Beaufort Duke of Somerset) พยายามนําทัพบุกเข้ายึดลอนดอนอีกครั้ง โดยผ่านเข้าทาง กลอสเตอร์ไซร์ (Gloucestershire) แต่ต้องเผชิญหน้ากับทัพของ เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ที่เมือง ทุกส์เบอรี (Tewkesbury) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1471 ซึ่ง

ที่นี่ ทั้งแม่ทัพ เอ็ดมันด์ โบฟอร์ด และ เอ็ดเวิร์ด แห่ง เวสต์มินเตอร์ ต้องจบชีวิตลงโดยที่ฝ่ายยอร์ค เป็นฝ่ายมีชัย จากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ เฮนรีที่ 6 ซึ่งถูกนํากลับไปคุมขังอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอนอีกครั้งภายหลังจากเอ็ดเวิร์ดที่ 4 เข้ายึดลอนดอนได้สําเร็จก็ถูกลอบปลงพระชนม์ จึงเป็นอันปิดฉากการทวงคืนบัลลังก์ของฝ่ายแลงคาสเตอร์ไปในตอนนั้น แต่ก็ใช่ว่าสงครามดอกกุหลาบจะสิ้นสุดลงเท่านี้อีกเช่นกัน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet