สมรภูมิรบที่เมืองนอร์แธมตันและเมืองเวคฟิลด์

สมรภูมิรบที่เมืองนอร์แธมตันและเมืองเวคฟิลด์

สงครามยกแรกนี้ฝ่ายยอร์คเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะโดยที่ ดยุก แห่ง ซอมเมอร์เซต ต้องจบชีวิตลงระหว่างการรบครั้งนี้ด้วย ส่วนเฮนรีที่ 6 นั้นหลบหนีไปได้ แต่ในที่สุดก็ถูกคนฝ่าย ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค จับกุมแล้วนํากลับไปที่วัง ซึ่งเวลานั้นฝ่ายยอร์คยังคงไม่คิดยึดอํานาจ จึงบีบให้มอบอํานาจควบคุมทหารทั้งหมดให้เฮนรีที่ 6 ไม่มี ทางเลือกต้องยินยอมตามที่ขอ การได้รับอํานาจเช่นนี้ก็เท่ากับ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค คือผู้อยู่เหนือบัลลังก์เฮนรีที่ 6 คนใหม่แล้ว

ถึงแม้ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค จะยังไม่ได้คิดยึดบัลลังก์ในเวลานั้น การมีอํานาจอยู่เหนือกษัตริย์ด้วยการยึดอํานาจเช่นนี้ นานวันเข้าเฮนรีที่ 6 ก็ยิ่งเกิดความระแวงว่าการสืบทอดบัลลังก์ต่อจากพระองค์นั้นอาจไม่ตกไปอยู่ที่เชื้อสายของพระองค์ก็เป็นได้ จึงคิดหาหนทางที่จะอยู่ให้ห่างจากตัว ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ด้วยเหตุนี้เฮนรีที่ 6 และราชินีจึงประสงค์ย้ายไปประทับอยู่ที่พระราชวังในเขตภาคกลางของอังกฤษแทน ซึ่งที่นั้นราชวงศ์ยังเป็นที่รักของประชาชนอยู่ เพื่อคอยหาทางชิงอํานาจกลับคืน

แต่การออกจากลอนดอนครั้งนั้นกลับยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายยอร์คสร้างความนิยมในหมู่ ประชาชนมากยิ่งขึ้นอีกเท่านั้น ซึ่งเวลาเดียวกันนั้นได้เกิดกรณีการปล้นเรือสินค้าของอังกฤษโดยโจรสลัดฝรั่งเศสทางภาคใต้ขึ้นมาหลายครั้งหลายหน ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค จึงได้มอบหมายให้ ริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ล แห่ง วอร์วิค (Richard Neville Eart of Warwick) ซึ่งเป็นญาติกับตระกูลยอร์ค และได้รับตําแหน่งเป็น กัปตัน แห่ง คาเลส์ (Captain of Calais) ผู้บัญชาการกองทัพเรือดูแลช่องแคบอังกฤษออกปราบปรามจนหมดสิ้น ผลงานครั้งนั้นยิ่งทําให้ประชาชนโดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าอังกฤษนิยมชมชอบตระกูลยอร์คมากยิ่งขึ้นไปอีก

ศึกครั้งใหญ่ที่เมืองนอร์แธมตัน (Northampton)

ศึกครั้งใหญ่ที่เมืองนอร์แธมตัน (Northampton)

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายที่คิดระแวงกันอยู่นี้ ในที่สุดสงครามระหว่างสองตระกูลก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1959 เมื่อฝ่ายกษัตริย์ได้โอกาสกล่าวหา ริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ล แห่ง วอร์วิค ว่ากระทําการอันเกินกว่าเหตุในการรักษาช่องแคบจนเป็นเหตุให้มีการโจมตีผลประโยชน์ของกษัตริย์ แต่ ริชาร์ด เนวิลล์ นั้นทราบดีว่าเป็นแผนกําจัดอํานาจของเขา แทนที่จะไปรายงานตัวตามข้อกล่าวหา เขากลับนํากองทัพไปร่วมสมทบกับ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ที่ปราสาทลัดโรว์ (Ludlow Castle) เขตชรอปเชียร์ (Shropshire)

ส่วนทางด้านเฮนรีที่ 6 นั้นก็มีกองทัพซึ่ง มาร์กาเรต แห่ง อังจู เป็นผู้รวบรวมขึ้น โดยใช้ทรัพย์สินส่วนพระองค์สร้างกองทัพขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีฝ่ายที่จงรักภักดีต่อกษัตริย์อีกส่วนหนึ่งมาเข้าร่วมสมทบด้วย สงครามประลองกําลังครั้งใหม่จึงเกิดขึ้นที่ บลอร์ ฮีธ (Blore Heath) เขตสแตฟฟอร์ดเชียร์ (Staffordshire) ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1459 โดยที่ฝ่ายยอร์คเป็นฝ่ายมีชัยในสมรภูมินี้

ความพ่ายแพ้ที่บลอร์ฮีธนี้ทําให้ฝ่ายกษัตริย์นิ่งนอนใจไม่ได้ ในเดือนตุลาคมต่อมา ทางฝ่ายกษัตริย์จึงชิงนําทัพมุ่งไปปิดล้อมที่มั่นของฝ่ายยอร์คที่ปราสาทลัดโลว์ก่อน ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค และ ริชาร์ด เนวิลล์ กําลังนําทัพหมายที่จะบุกเข้ายึดลอนดอนอยู่พอดี เมื่อได้มา เผชิญหน้ากัน ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค เห็นว่ากําลังของเฮนรีที่ 6 ซึ่งยกมาครั้งนี้มีมากกว่า จึงตัดสินใจไม่ปะทะและนําทัพกลับไปตั้งหลักที่ปราสาทลัดโลว์ แต่ฝ่ายกษัตริย์ก็ยังติดตามไป

ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งทัพเผชิญหน้ากันอยู่คนละฝั่งของสะพานลัดโลว์ (Ludford Bridge) ที่เชื่อมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ การปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเกิดขึ้นที่บริเวณสะพานแห่งนี้ โดยสงครามครั้งนี้แลงคาสเตอร์ หรือฝ่ายกษัตริย์เป็นฝ่ายมีชัย จนทําให้ฝ่ายยอร์คต้องละทิ้งที่มั่นที่ปราสาทลัดโลว์ไปในที่สุด

หลังจากทิ้งปราสาทลัดโลว์มาแล้ว ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค จึงกลับไปยังไอร์แลนด์ฐานที่มั่นเดิมของตน ส่วน ริชาร์ด เนวิลล์ ก็กลับไปที่เขตคาเลส์ซึ่งตั้งอยู่ริมช่องแคบอังกฤษชายฝั่งฝรั่งเศส โดยมี เอ็ดเวิร์ด เอิร์ล แห่ง มาร์ช (Edward Eart of March) บุตรชายคนโตของ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ร่วมทัพ ไปกับ ริชาร์ด เนวิลล์ ด้วย ชัยชนะที่สะพานลัดโลว์ของฝ่ายแลงคาสเตอร์ทําให้ดูคล้ายกับฝ่าย เฮนรีที่ 6 สามารถจะกลับมากุมอํานาจเหนืออังกฤษทั้งหมดได้อีกครั้งหนึ่งแต่ก็เพียงไม่นานนัก

พอล่วงเข้าปี ค.ศ. 1462 ริชาร์ด เนวิลล์ กับ เอ็ดเวิร์ด เอิร์ล แห่ง มาร์ช ก็ข้ามกลับมาที่อังกฤษ โดยปักหลักอยู่ที่เคนท์ (Kent) ซึ่งเป็นเมืองที่ฝ่ายนิยมยอร์คอาศัยอยู่อย่างคับคั่ง จึงสามารถรวบรวมกําลังพลได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็นําทัพขึ้นเหนือหมายจะเข้ายึดพื้นที่ของฝ่ายแลงคาสเตอร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อฝ่ายเฮนรีที่ 6 ทราบข่าวจึงนําทัพลงมาจากภาคกลางเพื่อจะต้านทัพของฝ่ายยอร์ค

ทั้งสองฝ่ายจึงปะทะกันอีกครั้งที่เมืองนอร์แธมตัน (Northampton) ในนอร์แธมตันเชียร์ (Northamptonshire) ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1460 ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายยอร์คเป็นฝ่ายที่มีชัย ส่วนฝ่ายแลงคาสเตอร์ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก แม่ทัพคนสําคัญล้วนแต่เสียชีวิตลงที่สมรภูมินี้กันระนาว ส่วนเฮนรีที่ 6 ถูกจับกุมเป็นเชลยและนําไปควบคุมไว้ที่ลอนดอน

ชัยชนะเหนือฝ่ายแลงคาสเตอร์ครั้งนี้จึงทําให้ฝ่ายยอร์คได้โอกาสทวงบัลลังก์จากฝ่ายแลงคาสเตอร์ในทันที โดยอ้างถึงเชื้อสายที่สืบทอดมาตั้งแต่กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งราชวงศ์แพลนตาจีเนตด้วยเช่นกัน แต่ในระหว่างที่รอกระบวนการในสภาเพื่อออกกฎหมายเปลี่ยนผู้สืบทอดบัลลังก์อยู่นั้น ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ก็นําทัพออกจากลอนดอนเพื่อขึ้นไปปราบปรามกลุ่มนิยมแลงคาสเตอร์ทางเหนือ ซึ่งในช่วงระหว่างที่เฮนรีที่ 6 ถูกคุมตัวอยู่ที่ลอนดอนนี้ มาร์กาเรต แห่ง อังจู ก็หลบหนีขึ้นไปลี้ภัยอยู่ที่สกอตแลนด์ โดยทางสกอตแลนด์ซึ่งเป็นพระญาติกับพระนางนั้นนอกจากจะให้ที่พักพิง แล้วยังได้ให้กําลังทหารเพื่อกลับไปต่อสู้กับฝ่ายยอร์คอีกด้วย

สมรภูมิเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield)

สมรภูมิเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield)

การสู้รบกันครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สมรภูมิเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield) ในยอร์คเชียร์ (Yorkshire) ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1960 แต่ครั้งนี้ฝ่ายแลงคาสเตอร์มีชัย ส่วนฝ่ายยอร์คนั้นพ่ายแพ้ยับเยินจน ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ต้องมาจบชีวิตลงกลางสนามรบแห่งนี้ และ ริชาร์ด เนวิลล์ กับ เอ็ดมันด์ เอิร์ล แห่ง รัตแลนด์ (Edmund Eart of Rutland) บุตรอีกคนของริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ต้องถูกจับกุมตัวเป็นเชลยที่นี่เช่นกัน แต่ต่อมาภายหลังมาร์กาเรต แห่ง อังจู ก็ออกคําสั่งให้ประหารทั้งสอง แล้วนําศีรษะของทั้ง 3 รวมทั้ง ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นมาเสียบประจานบนกําแพงเมืองอีกด้วย

แม้ว่าแลงคาสเตอร์จะมีชัยที่เวคฟิลด์ แต่ก็ไม่ทําให้แลงคาสเตอร์พลิกสถานการณ์ได้แต่อย่างใด เพราะที่ลอนดอนได้มีการผ่านกฎหมายการสืบทอดบัลลังก์เป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อ ริชาร์ด แห่ง ยอร์ค เสียชีวิตลง จึงมีการมอบมงกุฏกษัตริย์ให้แก่บุตรชายคนโตก็คือ เอ็ดเวิร์ด เอิร์ล แห่ง มาร์ช ขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) บัลลังก์จึงตกไปเป็นของฝ่ายยอร์คไปในที่สุด

แต่ทางฝ่ายแลงคาสเตอร์ก็ยังคงไม่ละความพยายามจะช่วงชิงบัลลังก์คืน จัสเปอร์ ทิวดอร์ ดยุค แห่ง เบดฟอร์ด (Jasper Tudor Duke of Bedford) ซึ่งเป็นเครือญาติในตระกูลแลงคาสเตอร์ ได้นําทัพจากแคว้นเวลส์ (Wales) บุกเข้ามาทางแฮร์ฟอร์ดเชียร์ (Herefordshire) เอ็ดเวิร์ดที่ 4 จึงนํากองทัพฝ่ายยอร์คไปต้านไว้

การปะทะกันครั้งใหม่เกิดขึ้นที่บริเวณทางแยกเรียกว่า มอร์ติเมอร์ส ครอสส์ (Mortimer’s Cross) ที่เขตเมืองวิกมอร์ (Wigmore) เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1461 แผนการนี้เกิดขึ้นเพื่อล่อฝ่ายยอร์ค ออกจากลอนดอน แล้วให้ฝ่าย มาร์กาเรต แห่ง อังจู บุกเข้ายึดลอนดอนคืน แต่แผนการนี้กลับล้มเหลวลงเมื่อฝ่ายแลงคาสเตอร พ่ายแพ้ที่สมรภูมิทางแยกมอร์ติเมอร์

และถึงแม้ว่า มาร์กาเรต แห่ง อังจู จะ สามารถนําทัพบุกมาถึงลอนดอนได้ก็ตาม แต่ฝ่ายแลงคาสเตอร์นั้นสูญเสียความนิยมจากประชาชนชาวลอนดอนไปเสียแล้ว เพราะชื่อเสียงในการทําสงครามที่โหดร้ายเที่ยวปล้นสะดมคนและกวาดต้อนคนไปตลอดทาง ทําให้ชาวลอนดอนต่อต้านไม่ยอมให้ทัพของ มาร์กาเรต แห่ง อังจู เข้าสู่ลอนดอนได้

เมื่อข่าวความพ่ายแพ้ของ จัสเปอร์ ทิวดอร์ มาถึง มาร์กาเรต แห่ง อังจู จึงเกรงว่าจะถูกทัพของ เอ็ดเวิร์ด ที่ 4 ย้อนกลับมาตีกระหนาบ ความหวังที่จะกลับเข้าลอนดอนจึงสูญสลายลง ทัพฝ่ายของแลงคาสเตอร์จึงจําต้องถอยกลับขึ้นเหนือไปอีกครั้ง เอ็ดเวิร์ด ที่ 4 กลับถึงลอนดอนในช่วงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1461 เวลานั้นกฎหมายการสืบราชบัลลังก์เสร็จสมบูรณ์แล้ว

จึงมีการประกาศให้ ถอดถอนเฮนรีที่ 6 ลงจากบัลลังก์ แล้วสถาปนาให้ เอ็ดเวิร์ด ที่ 4 ขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษโดยชอบธรรม นับเป็นต้นราชวงศ์ยอร์ค จากนั้น เอ็ดเวิร์ดที่ 4 จึงนําทัพขึ้นเหนือเพื่อคิดกําจัดขุมกําลังที่เหลือของฝ่ายแลงคาสเตอร์ให้หมดสิ้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet