สงครามดอกกุหลาบ ศึกชิงบัลลังก์อังกฤษระหว่างตระกูลยอร์คและแลงคาสเตอร์

สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) ศึกชิงบัลลังก์อังกฤษ

สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) คือสงครามระหว่างผู้สืบสายตระกูลแพลนตาจีเนต (House of Plantagenet) 2 ตระกูลที่ยื้อแย่งบัลลังก์อังกฤษคือ ตระกูลแลงคาสเตอร์ (House of Lancaster) กับตระกูลยอร์ค (House of York) สงครามครั้งนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1455 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1487 ชื่อของ “สงครามดอกกุหลาบ” นี้สืบเนื่องมาจากสัญลักษณ์ประจําตระกูลของทั้ง 2 ตระกูลนี้ล้วนแต่ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดอกกุหลาบด้วยกันทั้ง 2 ตระกูล แต่ใช้กันคนละสี โดยสัญลักษณ์ตระกูลแลงคาสเตอร์จะใช้เป็นรูปดอกกุหลาบสีแดง ส่วนตระกูลยอร์คนั้นจะใช้ สัญลักษณ์เป็นรูปดอกกุหลาบสีขาว

จุดเริ่มต้นของสงครามดอกกุหลาบ

สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) ศึกชิงบัลลังก์อังกฤษ

สงครามดอกกุหลาบเกิดขึ้นภายหลังการสิ้นพระชนม์ของริชาร์ดที่ 2 (Richard I) กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์แพลนตาจีเนตในปี ค.ศ. 1399 โดยชนวนนั้นเริ่มจาก เฮนรี แห่ง โบลิงโบรค (Henry of Bolingbroke) ที่มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับริชาร์ดที่ 2 เนื่องจากสืบสายมาจากที่ เดียวกันคือ เอ็ดเวิร์ดที่ 3 (Edward II) กษัตริย์องค์ก่อนหน้าริชาร์ดที่ 2 อ้างตนเป็นผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์ ริชาร์ดที่ 2 นั้นเป็นโอรสของ เอ็ดเวิร์ด เธอะ แบล็ค พรินซ์ (Edward the Black Prince) โอรสองค์โตของเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ซึ่งวายชนม์ไปก่อนที่จะได้สืบทอดบัลลังก์

ส่วน เฮนรี โบลิงโบรค เป็นโอรสของ จอห์น แห่งกอนต์ (John of Gaunt) ซึ่งเป็นโอรสองค์ที่ 5 ของเอ็ดเวิร์ดที่ 3เช่นกัน เฮนรี แห่ง โบลิงโบรค ต้องโทษเนรเทศจากแผ่นดินในสมัยริชาร์ดที่ 2 ด้วยข้อหาสมคบคิดกันก่อกบฎพร้อมด้วยลูกพี่ลูกน้องของพระองค์คนอื่นๆ เมื่อได้โอกาส เฮนรี แห่ง โบลิงโบรค จึงกลับมาช่วงชิงบัลลังก์แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์เฮนรีที่ 4 (Henry V) ต้นราชวงศ์แลงคาสเตอร์ กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1402 จึงมีความพยายามก่อกบฏเพื่อทวงคืนบัลลังก์ให้แก่ทายาทของริชาร์ดที่ 2 ขึ้นมา

โดยก่อนหน้าริชาร์ดที่ 2 จะสิ้นพระชนม์นั้นได้มีการแต่งตั้งทายาทขึ้นสืบบัลลังก์ไว้แล้วคือ เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ (Edmund Mortimer) ซึ่ง เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ นี้มีศักดิ์เป็นหลานทางฝ่ายพระมารดาของริชาร์ดที่ 2 เมื่อถูกช่วงชิงราชบัลลังก์จึงมีผู้ภักดีต่อริชาร์ดที่ 2 กลุ่มหนึ่งพยายามทวงบัลลังก์ให้ เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์

เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ เองก็คือสายตระกูลยอร์ค แต่ความพยายามครั้งนั้นก็ไม่เป็นผลสําเร็จ ผู้ร่วมในแผนการถูกจับกุมทั้งหมดรวมถึง เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ ด้วย แต่ภายหลังจากที่เฮนรีที่ 4 สิ้นพระชนม์ลง และบัลลังก์ได้สืบทอดแก่ เฮนรีที่ 5 (Henry V) ผู้เป็นโอรสกษัตริย์องค์ใหม่เลือกจะประนีประนอมกับ เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ จึงปลดปล่อยกลุ่มที่ถูกจับกุมออกจากที่คุมขัง และมอบยศตําแหน่งรวมไปถึงทรัพย์สินและที่ดินคืนให้อีกด้วย ซึ่งก็ทําให้ เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ ไม่คิดที่จะ ขอทวงสิทธิ์ใดๆคืนอีกตลอดสมัยของเฮนรีที่ 5 แต่สายตระกูลยอร์คคนอื่นๆยังถือว่าสายตนสมควรจะได้รับสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์อยู่ จนเมื่อสิ้นสมัยของเฮนรีที่ 5 ลง โดยผู้ขึ้นสืบบัลลังก์ต่อคือ เฮนรีที่ 6 (Henry VI) นั่นเอง ความวุ่นวายจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เฮนรีที่ 6 เป็นโอรสของกษัตริย์เฮนรีที่ 5 กับราชินี แคเธอรีน แห่ง วาลัวส์ (Catherine of Valois) ขณะขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1422 นั้นมีพระชนม์เพียง 1 พรรษาเท่านั้น จึงมีการตั้งผู้สําเร็จราชการขึ้นคือ จอห์น ดยุกแห่ง เบดฟอร์ด (John Duke of Bedford) ซึ่งเป็นอาของเฮนรีที่ 6 แต่ตอนนั้นอังกฤษติดสงคราม 100 ปีกับฝรั่งเศสอยู่ ซึ่ง จอห์น ดยุกแห่ง เบดฟอร์ด ต้องอยู่ในฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ฮัมฟรีย์ ดยุก แห่ง กลอสเตอร์ (Humphrey Duke of Gloucester) ซึ่งมีตําแหน่งเป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์และเป็นผู้สําเร็จราชการแทนกษัตริย์อีกคนหนึ่งจึงได้โอกาสสร้างอํานาจขึ้นเหนือบัลลังก์อังกฤษ

แต่ต่อมาเมื่อ ดยุกแห่ง เบดฟอร์ด เกิดเสียชีวิตลงใน ปี ค.ศ. 1435 ก็เกิดขั้วอํานาจใหม่ขึ้นคือ วิลเลียม เดอ ลา โพเล ดยุกแห่ง ซัฟโฟล์ค (William de la Pole Duke of Suffolk) เข้ามากุมอํานาจทั้งหมด และเป็นผู้โค่นอํานาจของ ดยุกแห่ง กลอสเตอร์ กระทั่งจบชีวิตลงด้วยข้อหากบฏในปี ค.ศ. 1947 ดยุกแห่ง ซัฟโฟล์ค จึงเป็นผู้กุมอํานาจเหนือบัลลังก์เฮนรีที่ 6 แต่เพียงผู้เดียว

แต่ต่อมา ดยุก แห่ง ซัฟโฟล์ค ก็กลับต้องถูกโค่นอํานาจเสียเอง เมื่อกลุ่มซึ่งไม่พอใจในอํานาจของเขาเกิดจับได้ว่าเขาแอบติดต่อกับฝรั่งเศสที่เป็นคู่สงครามกัน ดยุกแห่ง ซัฟโฟล์ค จึงต้องพบกับชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกเขากําจัด

ภายหลังจากสูญเสีย ดยุกแห่ง ซัฟโฟล์ค แล้ว บัลลังก์ของเฮนรีที่ 6 ก็เริ่มคลอนแคลน ที่ปรึกษาคนใหม่คือ เอ็ดมันด์ โบฟอร์ด ดยุกแห่ง ซอมเมอร์เซต (Edmund Beaufort Duke of Somerset) นั้นไม่สามารถที่จะควบคุมเหตุความแตกแยกในหมู่ขุนนางได้ จนเกิดกลุ่มก้อนต่างๆรวมตัวกันสร้างฐานของตนขึ้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างเริ่มหาประโยชน์เข้าตัวเป็นการใหญ่ เพื่อหวังมีอํานาจบ้างจนทําให้ชาวบ้านชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนกันไปทั่ว

การก่อกบฎของ แจ็ค ซีด (Jack Cade)

การก่อกบฎของ แจ็ค ซีด (Jack Cade)

ในปี ค.ศ. 1450 จึงเกิดการลุกฮือของประชาชนนําโดย แจ็ค ซีด (Jack Cade) เข้าต่อต้านทางการที่ขูดรีดประชาชนจนเกิดการจลาจล แต่ในที่สุดกลุ่มก่อการก็ถูกจับกุมและถูกประหาร ถึงอย่างไรความวุ่นวายก็ไม่ได้จบลงไปด้วย ยังคงมีความไม่พอใจพวกขุนนางและราชบัลลังก์ที่พร้อมจะเกิดการจลาจลได้อีกทุกเมื่อ

ทางฝ่ายตระกูลยอร์คนําโดย ริชาร์ด แพลนตาจีเนต ดยุก แห่ง ยอร์ค (Richard Plantagenet Duke of York) จึงได้โอกาสนําทัพเข้าลอนดอนเพื่อกดดัน เอ็ดมันด์ โบฟอร์ด ดยุก แห่ง ซอมเมอร์เซต ให้ออกคําสั่งฉุกเฉิน ยุบคณะรัฐบาลลงแล้วจัดการปฏิรูปองค์กรทั้งหมดเสียใหม่ให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารบ้านเมืองขึ้น แต่ภายหลัง ดยุก แห่ง ยอร์ค ก็กลับถูกหักหลังจนถูกจับกุม และถูกบังคับให้กล่าวสาบานว่าจะไม่นํากองทัพบุกเข้ากรุงลอนดอนอีก

ภายหลังจากเหตุการณ์นี้แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเหลวแหลกดังเดิม พวกขุนนางต่างเบียดบังและทุจริตเงินหลวงกันมากยิ่งขึ้นอีก ซึ่งท่ามกลางกลุ่มอิทธิพลต่างๆนี้ยังมีกลุ่มของ มาร์กาเรต แห่ง อังจู (Margaret of Anjou) ผู้เป็นราชินีของเฮนรีที่ 6 เข้ามาร่วมสร้างกลุ่มอํานาจของตนขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทําให้เห็นได้ว่าเฮนรีที่ 6 แทบไม่เหลืออํานาจปกครองใดๆเลย

บรรยากาศอันคลุมเครือในบัลลังก์ของเฮนรีที่ 6 ดําเนินไปจนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 1455 เมื่อ ริชาร์ด ดยุกแห่ง ยอร์ค นําทัพบุกเข้ากรุงลอนดอนอีกครั้ง แต่ฝ่ายกษัตริย์นําโดย เอ็ดมันด์ ดยุกแห่ง ซอมเมอร์เซต ก็นําทัพออกมากันเอาไว้ที่บริเวณวิหารเซนต์ อัลบานส์ (St. Albans) ที่เมือง ฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ (Hertfordshire) ทางทิศเหนือของลอนดอน

การสู้รบกันที่ เซนต์ อัลบานส์ นี้ก็คือจุดเริ่มต้นของสงครามดอกกุหลาบระหว่างตระกูลแลงคาสเตอร์ของเฮนรีที่ 6 กับตระกูลยอร์คที่มี ริชาร์ด ดยุก แห่งยอร์ค เป็นผู้นํา และดําเนินไปเป็นเวลานาน 32 ปี (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet