อสรพิษและอินทรีโลหิต ชนวนสงครามนองเลือดระหว่างอังกฤษและชาวไวกิง

อสรพิษและอินทรีโลหิต ชนวนสงครามนองเลือดระหว่างชาวอังกฤษและไวกิง

ตอนที่ แรกนาร์ โลดบลอค นําทัพบุกอังกฤษทั้งสองครั้งนี้ตรงกับยุคสมัยของกษัตริย์เอลลา (Aella) แห่งนอร์ธัมเบรีย และกษัตริย์เอกเบิร์ต (Ecgberht) แห่งเวสเสกซ์ กษัตริย์เอลลานั้นไม่ยอมให้อภัยชาวไวกิงที่บุกทําลายอารามบนเกาะดินดิสฟาร์น แม้ว่าจะพ่ายแพ้สงครามให้แก่ชาวไวกิงจนต้องทําสนธิสัญญาสงบศึกกัน แต่สําหรับกษัตริย์เอกเบิร์ตนั้นกลับยอมทําสนธิสัญญาเป็นไมตรีกับแรกนาร์ เพราะไม่ต้องการจะทําสงครามต่อไปหลังจากพ่ายแพ้ให้แก่ชาวไวกิงเช่นกัน

อสรพิษและอินทรีโลหิต

อสรพิษและอินทรีโลหิต ชนวนสงครามนองเลือดระหว่างชาวอังกฤษและไวกิง

เมื่อเห็นกองทัพไวกิงที่อาจหาญการต่อสู้ทั้งหญิงทั้งชายสู้รบอย่างไม่คิดชีวิต และยังมีรูปแบบในการทําสงครามอันเฉียบขาดรุนแรงอย่างที่ชาวอังกฤษไม่เคยพบเห็นมาก่อน เมื่อบุกไปถึงที่แห่งใดก็ฆ่าฟันสังหารจนไม่เหลือ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวอังกฤษไปทั่ว กษัตริย์เอกเบิร์ตยอมให้ชาวไวกิงตั้งถิ่นฐานในเขตแดนของเวสเสกซ์ได้

แต่เมื่อแรกนาร์กลับไปโดยทิ้งชาวไวกิ้งไว้กลุ่มหนึ่ง ตั้งถิ่นฐานคอยทําการเพาะปลูกบนแผ่นดินอังกฤษเพื่อส่งผลผลิตกลับไปที่บ้านในสแกนดิเนเวียน เวสเสกซ์ได้มีการผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ โดยมี อีเธลวูล์ฟ (Aethelwut) ขึ้นสืบทอดบัลลังก์ต่อจากบิดา ซึ่งอีเธลวูล์ฟก็ได้เปลี่ยนใจหันมาทําศึกกับชาวไวกิงอีกครั้ง เมื่อแรกนาร์ทราบข่าวหมู่บ้านไวกิงถูกโจมตีจึงต้องนําทัพกลับมาบุกแผ่นดินอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง

แต่ครั้งนี้ชาวอังกฤษได้วางกับดักเพื่อที่จะจับกุมตัวแรกนาร์ให้ได้ ซึ่งก็เป็นไปตามแผน แรกนาร์จึงถูกส่งตัวไปให้แก่กษัตริย์เอลลาที่นอร์ธัมเบรีย และด้วยความแค้นจึงทําให้เอลลาปลิดชีพแรกนาร์ลงด้วยวิธีการที่สุดสยอง นั่นก็คือให้ทหารขุดหลุมขนาดใหญ่เอาไว้แล้วใส่งูพิษจํานวนมากไว้ตรงก้นหลุม จากนั้นก็ผลักแรกนาร์ลงไปในหลุมให้งูพิษเหล่านั้นรุมกัดเขาจนกระทั่งสิ้นลม

ในบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่า แรกนาร์ โลดบลอค เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 865 การเสียชีวิตของเขานั้นเองที่ทําให้แผ่นดินอังกฤษในสมัยของชาวแองโกล-แซกซอนต้องลุกเป็นไฟ เมื่อบุตรชายทั้งหมดของแรกนาร์ รวมพลชาวไวกิงนับหมื่นคนนําทัพบุกเกาะอังกฤษอีกระลอกหนึ่ง โดยเริ่มต้นขึ้นใน ปี ค.ศ. 865 ในปีเดียวกันนั้นเอง

การบุกอังกฤษของกองทัพไวกิงในครั้งนั้นนําทัพมาโดยบุตรชายของแรกนาร์ 3 คนคือ บียอร์น ไอร์ออนไซด์ ไอวาร์ เธอะ โบนเลสส์ และ อุบบา โดยไปขึ้นฝั่งที่อีสต์แองเกลียซึ่งมีการป้องกันอ่อนแอที่สุด แล้วจึงเข้าตีเมืองรายทางโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ยอร์ค (York) เมืองหลวงของนอร์ธัมเบรีย และสามารถยึดยอร์คได้สําเร็จในปี ค.ศ. 867 จากนั้นบุตรชายของแรกนาร์ทุกคนจึงได้ทําการชําระแค้นกษัตริย์เอลลาด้วยการช่วยกันจับตัวมาขึงพืดกับต้นไม้ แล้วประกอบพิธีบูชายัญเหยื่อเพื่อถวายพระเจ้าของพวกเขาด้วยวิธีที่เรียกว่า “อินทรีโลหิต (Blood Eagle)” ซึ่งเป็นวิธีประหารศัตรูในแบบของชาวไวกิง

โดยเหยื่อจะถูกขึงกับต้นไม้สองต้นในลักษณะกางแขนแยกออกจากกัน แล้วผู้ประกอบพิธีก็จะใช้มีดคมกริบแหวะหลังของเหยื่อให้เห็นถึงกระดูกซี่โครง โดยเฉือนกระดูกซี่โครงทุกซี่ให้ขาดออกจากกระดูกสันหลัง จึงกางกระดูกซี่โครงทั้งสองข้างแผ่ออกจากกันคล้ายกับปีกของนกอินทรี ซึ่งในประวัติศาสตร์กล่าวว่าผู้ที่เป็นคนประกอบพิธีประหารกษัตริย์เอลลาด้วยวิธีการอันน่าสยดสยองนี้ก็คือ ไอวาร์ เธอะ โบนเลสส์ นั่นเอง

สมรภูมิรบครั้งสุดท้ายที่เมืองเอดิงตัน (Edington)

สมรภูมิรบครั้งสุดท้ายที่เมืองเอดิงตัน (Edington)

ภายหลังจากกองทัพไวกิงบุกยึดนอร์ธัมเบรียได้สําเร็จแล้ว จึงเข้ายึดเมืองนอตติงแฮม (Nottingham) และ แคมบริดจ์ (Cambridge) เขตของเมอร์เซียในระหว่างปี ค.ศ. 868 ถึง 870 (แต่กว่าจะกลับมายึดเมอร์เซียได้อย่างแท้จริงก็ในปี ค.ศ. 874 เนื่องจากทัพไวกิงเร่งเดินหน้าเข้าบุกเวสเสกซ์ก่อน) กองทัพไวกิงได้เดินทางเข้าถึงเขตของเวสเสกซ์ในปี ค.ศ. 871 เมื่อบุกใกล้ถึงเมืองหลวงของเวสเสกซ์คือเมืองวินเชสเตอร์ (Winchester) แล้ว กษัตริย์อัลเฟรด (Alfred) แห่งเวสเสกซ์ในเวลานั้น (อีเธลวูลฟ์เสียชีวิตไป ตั้งแต่ปี 858 ก่อนที่ แรกนาร์ โลดบลอค จะเสียชีวิตลงเสียอีก) ได้ขอเจรจา และยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้แก่ฝ่ายไวกิ้งเพื่อแลกกับการไม่โจมตีเวสเสกซ์

ดังนั้นกองทัพไวกิงจึงกลับไปที่ยอร์คเพื่อปักหลักวางแผนต่อไป ในช่วงเวลานี้เองที่เมอร์เซียถูกไวกิงยึดครองได้สําเร็จ จึงเหลือเพียงเขตแดนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ตกอยู่ในการยึดครองของไวกิง ก็คือเวสเสกซ์ กองทัพไวกิงจึงบุกครั้งใหม่เพื่อหมายจะยึดเวสเสกซ์ให้ได้ในปี ค.ศ. 875 แต่ยังคงไม่สามารถยึดได้สําเร็จ เนื่องจากกษัตริย์อัลเฟรดสามารถปกป้องดินแดนของตนได้อย่างดี

กระทั่งถึงสงครามครั้งสุดท้ายคือที่สมรภูมิเมืองเอดิงตัน (Edington) เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเอาชนะกันได้อย่างเด็ดขาด ในที่สุดจึงมีการทําสัญญาสงบศึกกัน โดยเวสเสกซ์ยินยอมรับรองให้ฝ่ายไวกิงยึดครองดินแดนที่ยึดไปได้ก็คือนอร์ธัมเบรียและเมอร์เซีย เพื่อแลกกับการไม่คิดรุกรานเวสเสกซ้ำอีก ด้วยข้อตกลงนี้จึงทําให้ไวกิงปกครองดินแดนทางตอนเหนือของอังกฤษไป ส่วนเวสเสกซ์ก็ปกครองดินแดนทางตอนใต้ สงครามไวกิงบนเกาะอังกฤษที่ดําเนินมาเป็นเวลา 13 ปีจึงยุติลงในปี ค.ศ. 878 ซึ่งชาวไวกิงก็ได้เข้ามาปักหลักสร้างอารยธรรมของตนบนแผ่นดินอังกฤษอย่างถาวร

จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 11 เมื่อชาวไวกิงพ่ายแพ้ในสงครามที่ยอร์คเชียร์ (Yorkshire) ให้แก่ชาวแองโกล-แซกซอนจนต้องอพยพออกจากแผ่นดินอังกฤษไป และในเวลาต่อมาก็มีชาวนอร์แมน (Norman) หรือนอร์มังดี (Normandy) ในฝรั่งเศส บุกข้ามมาเอาชนะชาวแองโกล-แซกซอนสําเร็จในปี ค.ศ. 1066 จึงถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของชาวแองโกล-แซกซอนปกครองอังกฤษและ แทนที่ด้วยชาวนอร์แมนเข้ามาสืบทอดอํานาจแทนตั้งแต่ปีนั้น

อันที่จริงแล้วชาวนอร์แมนก็เกี่ยวเนื่องกับชาวไวกิงเช่นกัน โดยคําว่า นอร์แมน นั้นก็มาจากคําว่า นอร์สแมน (Norseman) หรือชาวเหนือนั่นเอง ชาวนอร์แมนสืบทอดมาจากไวกิงกลุ่มแรกที่เข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐานของตนขึ้นที่แคว้นนอร์มังดีทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสริมช่องแคบ อังกฤษตรงข้ามกับเกาะอังกฤษโดยมี รอลโล (Rollo) เป็นประมุขหรือในตําแหน่ง ดยุค (Duke) คนแรกของนอร์มังดี สืบเนื่องจากการคิดบุกปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 845 ภายหลังกลับจากการบุกเกาะอังกฤษเป็นครั้งที่ 2 ของ แรกนาร์ โลดบลอค

การบุกในครั้งนั้น แรกนาร์สามารถนํากองทัพเรือไวกิงนับร้อยลําแล่นเข้าไปตามแม่น้ำแซน (Seine) จนเข้ามาถึงใจกลางเมืองหลวง ทําให้ฝ่ายฝรั่งเศสหวาดกลัวอย่างมาก กษัตริย์ชาร์ลส (Charles) แห่งฝรั่งเศสเวลานั้นจึงขอเจรจาและยินยอมจ่ายค่าสินไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้ไวกิงถอนทัพออกจากปารีส และภายหลังจากการบุกปารีสของแรกนาร์ครั้งนั้นเอง จึงทําให้เกิดการบุกครั้ง 2 ขึ้นในปี ค.ศ. 885 อีก 40 ปีให้หลังซึ่งเวลานั้น แรกนาร์ โลดบลอค เสียชีวิตลงไปแล้ว

ส่วนผู้ที่นําทัพบุกปารีสครั้งนี้ก็คือ รอลโล น้องชายของแรกนาร์นั่นเอง (แต่ในบางแห่งก็ว่าเป็น รอลโล คนละคนกัน) และก็เป็นอีกครั้งที่ทางปารีสจําต้องยอม จ่ายค่าสินไหมเพื่อให้ชาวไวกิงถอนทัพออกไป แต่ต่อมา รอลโล ก็ได้เข้าไปปักหลักสร้างแคว้นของตนเองขึ้นที่นอร์มังดี จึงถือเป็นไวกิงกลุ่มแรกที่ลงมาตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ในฝรั่งเศส แล้วจึงได้แผ่ขยายอํานาจข้ามเข้าไปที่เกาะ อังกฤษก่อตั้งราชวงศ์นอร์แมนขึ้น

สืบเนื่องจากการบุกปารีสของ แรกนาร์ โลดบลอค อีกเช่นกันที่ทําให้บุตรชายคนหนึ่งของแรกนาร์ คือ บียอร์น ไอร์ออนไซด์ ต้องการจะเป็นนักบุกเบิกอย่างเช่นบิดา โดยเมื่อครั้งร่วมทัพบุกปารีสไปกับบิดาในปี ค.ศ. 845 ครั้งนั้นบียอร์นได้ทราบจากพ่อค้าและนักเดินทางในฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งได้ รู้จักโดยบังเอิญเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องของทะเลที่แวดล้อมไปด้วยดินแดนอันสวยงามแห่งหนึ่งเรียกกันว่าเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) จึงทําให้บียอร์นฝันเห็นทะเลที่ว่านั้นนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเขากลับบ้านที่สแกนดิเนเวียหลังเสร็จศึกปารีสแล้ว บียอร์นก็พยายามศึกษาเส้นทางและถามหาคนที่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับทะเลแห่งนั้นตลอดมา จนกระทั่งเขาเริ่มวางแผนที่จะเดินทางไปพิชิตทะเลที่ว่านี้ให้สําเร็จ จึงเริ่มหาอาสาสมัครและต่อเรือขึ้นจํานวนหนึ่งเพื่อออกเดินทางพิชิตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนให้สําเร็จ

บียอร์นเริ่มออกเดินทางจากสแกนดิเนเวียในปี ค.ศ. 660 ก่อนปีที่บิดาของเขาจะเดินทางไปพบจุดจบที่อังกฤษ 5 ปี โดยออกจากบ้านเกิดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลจนถึงชายฝั่งฝรั่งเศสและเข้าสู่ช่องแคบอังกฤษ จากนั้นจึงเลียบเลาะตามชายฝั่งสเปน แล้วต้องเข้าต่อสู้กับชาวกาลิเซีย (Galicia) ทางตอนเหนือของสเปนเพื่อสะสมอาหารและน้ำดื่ม และเดินทางต่อไปจนถึงชายฝั่งโปรตุเกส จึงต่อสู้กับชาวพื้นเมืองที่เซวิลล์ (Seville) เมื่อต้องการจะขึ้นฝั่งที่นั่น แต่ก็ขึ้นฝั่งไม่สําเร็จ นต้องเปลี่ยนไปขึ้นฝั่งโมร็อกโก (Morocco) แทน ซึ่งบียอร์นตื่นเต้นกับวัฒนธรรมของชาวมุสลิมอันแปลกตา และไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

จากนั้นจึงผ่านเข้าช่องแคบยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ระหว่างสเปนกับโมร็อกโกที่เป็นประตูเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แล้วเลียบชายฝั่งสเป็นอีกครั้งกระทั่งไปพักเรืออยู่ที่เกาะบาเลียริค (Balearic) จึงได้เดินทางต่อไปขึ้นฝั่งที่เมืองอาร์ลส (Arles) เขตแดนฝรั่งเศส จากนั้นจึงเลียบชายฝั่งฝรั่งเศสเข้าสู่แผ่นดินอิตาลี แล้วไปขึ้นฝังอีกครั้งที่เมืองปิซา (Pisa) ต่อจากนั้นจึงเดินทางต่อเข้าไปในแผ่นดินเพื่อจะเดินทางให้ถึงโรม

เมื่อถึงเมืองแห่งหนึ่ง บียอร์นเห็นมีปราการที่แน่นหนา และมีทหารปกป้องอย่างแข็งขัน จึงเชื่อว่านั่นคือโรม ทั้งที่เดินทางมาจากเมืองปิซาไม่นาน หากเป็นโรมจริงต้องเดินทางอีกหลายวันจึงจะถึง อันที่จริงเมืองแห่งนี้ก็คือเมืองลูนี (Luni) แต่บียอร์นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรมจึงพยายามที่จะบุกเข้าไป แต่ก็ต้องถูกทหารเมืองนี้ตอบโต้อย่างหนักซึ่งเวลานั้นกําลังของไวกิงก็อ่อนล้าเต็มที่แล้ว เมื่อบุกเข้าไปไม่สําเร็จ บียอร์นจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน เนื่องจากถือว่าได้มาถึงโรมแล้ว ถึงแม้จะเป็นการเข้าใจผิดก็ตามแต่คณะไวกิงของบียอร์นก็ถือเป็นไวกิงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เดินทางเข้ามายังเมดิเตอร์เรเนียนได้สําเร็จ และยังเดินทางมาจนถึงแผ่นดินอิตาลีอีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet