ศึกชิงเมืองวาเลนเซีย ยุทธศาสตร์สำคัญของ อิบิน ยูซุฟ

ศึกชิงเมืองวาเลนเซีย ยุทธศาสตร์สำคัญของ อิบิน ยูซุฟ

ในประวัติศาสตร์บางแห่งได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่าเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซเรียกตัว เอล ซิด กลับมานั้น เขายินยอมกลับมาช่วยแต่โดยดี แต่บางแห่งกล่าวแตกต่างกันออกไปว่า เอล ซิด กลับมาที่คาสตีลเพื่อตกลงกับอัลฟองโซก่อน แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ เอล ซิด จึงกลับซาราโกซาโดย ไม่คิดจะกลับมาช่วยอัลฟองโซอีก แต่ต่อมาภายหลังเมื่อเขาทราบข่าวการโจมตีหมู่บ้านของชาวคริสต์และฆ่าฟันชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยมโดยฝีมือของชาวมุสลิมตามคําสั่งของ อิบิน ยูซุฟ ที่ไม่เว้นแม้แต่คนเฒ่าคนแก่หรือผู้หญิงและเด็ก ทําให้ เอล ซิด ต้องตัดสินใจนํากําลังพลของเขาเองออกมาเปิดศึกกับกองทัพมุสลิมของ อิบิน ยูซุฟ ในปี ค.ศ. 1087

ศึกชิงเมืองวาเลนเซีย ยุทธศาสตร์สำคัญของ อิบิน ยูซุฟ

ศึกชิงเมืองวาเลนเซีย ยุทธศาสตร์สำคัญของ อิบิน ยูซุฟ

ศึกครั้งนี้ เอล ซิด สร้างกองทัพของเขาขึ้นมาใหม่โดยไม่เกี่ยวกับอัลฟองโซแต่อย่างใด ซึ่งกองทัพ ของเขานี้มีแต่ทหารที่กรําศึกกับเขามาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น โดยนอกจากจะมีชาวคริสต์แล้วยังมีชาวมุสลิมหลายกลุ่มที่เป็นมิตรกับเขา และเป็นศัตรูกับพวกมัวร์กลุ่ม อิบิน ยูซุฟ มาเข้าร่วมรบอยู่ฝ่ายเขาด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีคนต่างเชื้อชาติมาเข้าร่วมรบอีกด้วย ทําให้กองทัพของ เอล ซิด นี้มีความหลากหลายอย่างมาก

แต่ถึงจะมีทหารที่มีความแตกต่างกันในที่มาอยู่ในกองทัพอย่างมากมายเพียงใด กองทัพของ เอล ซิด กลับมีระเบียบวินัยสูงและทรงประสิทธิภาพเหนือกว่ากองทัพของลีอองและคาสตีลหรืออรากอนรวมกันเสียอีก โดยถึงแม้จะเป็นคริสต์หรือมุสลิมก็ยังสมัครสมานสามัคคีกันได้เมื่ออยู่ภายใต้การบัญชาการของ เอล ซิด และยอมติดตามเขาไปในทุกที่ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟอย่างไรก็ตามก็ไม่มีใครคิดจะถอยหนี และด้วยชื่อเสียงในความอาจหาญไม่เกรงกลัวผู้ใดแม้แต่กษัตริย์ก็ยังเกรงเช่นนี้ นับวันจึงยิ่งมีผู้เข้ามาร่วมกับกองทัพของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกองทัพ เอล ซิด กลายเป็นกองทัพ ขนาดใหญ่ที่ยกไปที่ใดที่นั้นก็สั่นสะเทือนไปทั่ว

เอล ซิด ออกทําสงครามกับชาวมุสลิมกลุ่ม อิบิน ยูซุฟ ครั้งนั้นก็ด้วยจิตสํานึกในฐานะที่เขาเป็นชาวสเปนคนหนึ่ง จึงต้องทําเพื่อแผ่นดินสเปนให้ชาวสเปนทุกคนสามารถอยู่ในแผ่นดินที่มีสันติสุขได้ โดยไม่ได้ทําในฐานะที่เขาเป็นชาวคริสต์หรือทําเพื่อให้บัลลังก์กษัตริย์อัลฟองโซมีความเข้มแข็ง แต่อย่างใด เพราะเขาถือว่าไม่ว่าใครที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินสเปนจะเป็นชาวคริสต์หรือมุสลิมก็ตามที่รักสันติก็คือชาวสเปนด้วยกันทั้งสิ้น จึงสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขโดยเท่าเทียมกัน และสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ เพื่อสร้างสังคมที่มีภราดรภาพต่อไป

ซึ่งก็ด้วยเหตุนี้เองจึงทําให้กองทัพของเขามีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนารวมเข้าด้วยกัน และกองทัพอันมีพลานุภาพของ เอล ซิด นี้ก็สามารถทําให้ฝ่าย อิบิน ยูซุฟ ประจักษ์ถึงความเข้มแข็งในการทําสงครามปิดล้อมเมืองวาเลนเซียซึ่งถือเป็นฐานสําคัญของฝ่าย อิบิน ยูซุฟ ที่ใช้เมืองนี้เป็นปราการตั้งแต่เริ่มบุกเข้ามายึดครองไอบีเรียแล้ว การยึดวาเลนเซียได้จึงสร้างจุดเปลี่ยนสําคัญทําให้ฝ่าย อิบิน ยูซุฟ เริ่มเป็นฝ่ายปราชัย

เมืองวาเลนเซียเป็นเมืองท่าสําคัญตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรไอบีเรียติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองที่ใช้สําหรับลําเลียงพลและยุทโธปกรณ์ต่างๆข้ามมาจากมาเกรบหรือทวีปแอฟริกาเหนืออีกด้วย หากสามารถยึดวาเลนเซียได้ก็จะเป็นการทอนกําลัง ของฝ่าย อิบิน ยุซฟลงอย่างมาก และ เอล ซิด ก็สามารถนํากองทัพของเขาเข้าปิดล้อมและยึดวาเลนเซียได้เป็นผลสําเร็จในปี ค.ศ. 1092

การปิดล้อมวาเลนเซียครั้งนั้นต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อจะบีบให้ชาวเมืองเกิดความอดอยากจน อัล-คาเดียร์ (al-Qadir) ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองต้องส่งกําลังแหวกวงล้อมออกมาเพื่อที่จะหาเสบียง แต่ส่งมาคราใดก็จะถูกฝ่าย เอล ซิด จับกุมเป็นเชลยจนหมด ทําให้ อัล-คาเดียร์ ไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมจํานนในที่สุด จากนั้น เอล ซิด จึงแต่งตั้งคนของเขาคอยกํากับดูแล โดยปล่อยให้ อัล-คาเดียร์ เป็นผู้ปกครองวาเลนเซียต่อไปตามเดิม เพราะไม่ต้องการสร้างความปั่นป่วน

การยึดวาเลนเซียได้ทําให้ฝ่าย อิบิน ยูซุฟ เกิดความเสียหายอย่างมาก และเมื่อ อิบิน ยูซุฟ ทราบถึงการสูญเสียวาเลนเซียไป จึงลอบส่งคนเข้าไปประสานกับ อิบิน ยาห์ฮาฟ (Ibn Jahhaf) ผู้มีตําแหน่งตุลาการของวาเลนเซีย จัดการลอบสังหาร อัล-คาเดียร์ ที่ยอมก้มหัวให้แก่ เอล ซิด ลงเสีย และเมื่อ เอล ซิด ทราบข่าวว่า อัล-คาเดียร์ เสียชีวิตลงแล้วจึงนําทัพกลับไปวาเลนเซียอีกครั้ง และเมื่อกลับไปถึงก็พบว่าฝ่าย อิบิน ยูซุฟ ได้เข้ายึดวาเลนเซียกลับคืนและสังหารคนของ เอล ซิด ลงจนหมดสิ้นแล้ว เขาจึงทําการปิดล้อมเมืองอีกครั้ง ซึ่งในการปิดล้อมครั้งหลังนี้เขาได้พันธมิตรจากอรากอนมาร่วมสมทบอีกด้านหนึ่งด้วย

การปิดล้อมครั้งใหม่นี้เป็นไปอย่างยาวนานถึงปีครึ่ง ในที่สุดเมื่อถึงกลางปี ค.ศ. 1094 เอล ซิด จึงตัดสินใจนําทัพบุกเข้าตีและสามารถฝ่าเข้าไปในกําแพงเมืองได้สําเร็จ วาเลนเซียจึงต้องตกเป็นของ เอล ซิด อย่างไม่มีหนทางต่อสู้ และเมื่อ เอล ซิด ยึดวาเลนเซียได้แล้วจึงสถาปนาเมืองนี้ให้เป็นเขตแดนอิสระที่ปลอดจากอํานาจของทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคริสต์หรือมุสลิมก็ตามก็สามารถจะอยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพในเมืองวาเลนเซียแห่งนี้ได้ เพื่อให้เมืองนี้เป็นต้นแบบในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรือมุสลิมก็ตาม

ภายหลังจากที่ เอล ซิด สามารถยึดเมืองวาเลนเซียได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทหารทั้งหมดในกองทัพจึงต่างพร้อมใจกันมอบมงกุฎกษัตริย์ให้แก่เขา เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้นําของพวกเขาโดยขอให้เอล ซิด ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งวาเลนเซียและสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้น แต่ เอล ซิด กลับไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยได้กล่าวกับทหารทั้งหมดว่าเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ และจะไม่ยอมทําตนเสมอกษัตริย์อย่างเด็ดขาด เขาจะขอเป็นเพียงแค่เจ้าผู้ครองนครวาเลนเซียเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่า เอล ซิด จะขอเพียงตําแหน่งเจ้าครองนครก็ตาม เหล่าทหารในกองทัพของเขาทั้งหมดก็ยังคงปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นกษัตริย์ของพวกเขาอยู่ดี

เอล ซิด เทพเจ้าแห่งสงคราม

เอล ซิด เทพเจ้าแห่งสงคราม

สําหรับทางฝ่าย อิบิน ยูซุฟ นั้นเมื่อต้องสูญเสียฐานที่มั่นสําคัญก็คือวาเลนเซียไปแล้ว เขายังพยายามนําทัพเข้าตีเอาวาเลนเซียกลับคืนมาให้ได้ เพราะการที่ต้องเสียวาเลนเซียไปนี้ทําให้ชาวมุสลิมตามเมืองต่างๆที่มาเข้าร่วมในฝ่ายเขาเริ่มมีความระส่ำระสายขึ้น และยิ่งทําให้ชื่อเสียงของ เอล ซิด กลายเป็นความน่าหวาดกลัวต่อชาวมุสลิมเมืองต่างๆมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อฝ่าย อิบิน ยูซุฟ อย่างแน่นอน ยิ่งเวลานั้นชาวบ้านชาวเมืองทั้งในฝ่ายคริสต์และมุสลิมต่างก็เรียก เอล ซิด ว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งสงคราม” ไปแล้ว อิบิน ยูซุฟ จึงต้องการที่จะเรียกขวัญของกองทัพกลับคืนด้วยการยึดวาเลนเซียคืนให้ได้

แต่ความพยายามของ อิบิน ยูซุฟ ก็ไม่สัมฤทธิผลได้ตามที่คิด การสู้รบเกือบทุกครั้งนั้น อิบิน ยูซุฟ มักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่ เอล ซิด ตลอดมา แต่ถึงแม้ เอล ซิด จะเป็นฝ่ายมีชัยเสียส่วนใหญ่ เขากลับต้องสูญเสียบุตรชายคือ ดิเอโก โรดริเกซ ซึ่งออกรบกับกองทัพของกษัตริย์อัลฟองโซที่ทําสงครามกับ อิบิน ยูซุฟ อยู่ที่ คอนซูเอกรา (Consuegra) ในเขตเมืองโทเลโด โดยผลของการรบครั้งนั้นนอกจาก ดิเอโก โรดริเกซ ต้องเสียชีวิตลงแล้ว ฝ่ายอัลฟองโซยังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยับเยินอีกด้วย แต่ถึงแม้ เอล ซิด จะต้องสูญเสียบุตรชายไป เขาก็ยังต้องนํากองทัพออกรบจนได้รับชัยชนะเหนือกองทัพของ อิบิน ยูซุฟ ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีวันหมดสิ้นกําลังใจลงไปแต่อย่างใด และยังคงทําสงครามต่อไปเรื่อยๆเพื่อที่จะผลักดันให้กองทัพของ อิบิน ยูซุฟ กลับแอฟริกาไปให้หมดจงได้

จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1099 เอล ซิด ก็เกิดพลาดพลั้งในการรบวันนั้น เขาถูกยิงด้วยลูกธนูเข้าตรงหน้าอกจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทหารต้องรีบพาร่างอันไร้สติของ เอล ซิด กลับเข้าไปในวาเลนเซียเพื่อทําการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่บาดแผลที่ได้รับนั้นฉกรรจ์มาก เพียงข้ามคืนเท่านั้นบาดแผลได้อักเสบและลามไปทั่วทั้งร่างจนทําให้เขาต้องจบชีวิตลงในวันต่อมานั้นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet