จุดสิ้นสุดสงครามรีคอนควิสตา และจุดเริ่มต้นของอาณาจักรสเปน

จุดสิ้นสุดสงครามรีคอนควิสตา และจุดเริ่มต้นของอาณาจักรสเปน

เมื่อ เอล ซิด เสียชีวิตลงแล้ว เฮมินา ภริยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาต้องขึ้นมารับหน้าที่ดูแลวาเลนเซียต่อไปเพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้แก่เหล่าทหาร และการรบก็ยังคงดําเนินต่อไป แต่เรื่องการเสียชีวิตของ เอล ซิด นี้ ยังไม่มีใครทราบ และเพื่อเป็นการปกปิดเรื่องนี้ไม่ให้ศัตรูทราบอันจะทําให้ ศัตรูเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาได้ เฮมินาจึงสั่งให้ทุกคนที่อยู่กับ เอล ซิด ขณะเสียชีวิตปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

ซึ่งฝ่าย อิบิน ยูซุฟ นั้นก็ต่อสู้อย่างแข็งขัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยหากไม่ได้วาเลนเซียคืน และถ้าหากยังคงปล่อยให้ เอล ซิด หายไปจากสนามรบเนิ่นนานไปกว่านี้ศัตรูก็อาจสงสัยได้ เวลานั้นจึงมีผู้เสนอความคิดว่าควรใช้ร่างที่ไร้วิญญาณของ เอล ซิด ออกไปปลุกขวัญทหาร และเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่ศัตรูต่อไป ซึ่งทุกคนไม่มีทางเลือกอื่น แม้กระทั่งเฮมินาเอง

กลยุทธ์สร้างขวัญและกำลังใจด้วยร่างไร้วิญญาณของ เอล ซิด

กลยุทธ์สร้างขวัญและกำลังใจด้วยร่างไร้วิญญาณของ เอล ซิด 

จึงมีการวางแผนนําร่างของ เอล ซิด ขึ้นนั่งบนหลังม้าคู่ใจ แล้วยึดร่างของเขาให้นั่งอยู่ในท่าที่แลดูสง่างามที่สุด ให้แขนข้างหนึ่งวางไว้ที่บังเหียน ส่วนอีกข้างหนึ่งก็ซูดาบขึ้นเหนือศีรษะเป็นท่วงท่า ให้สัญญาณบุกโจมตี แล้วจึงให้ม้าของ เอล ซิด วิ่งตะลุยไปข้างหน้าผ่าเข้ากลางกลุ่มทหารทั้งสองฝ่ายที่กําลังโรมรันพันตูกันอยู่ แต่พอม้าของ เอล ซิด วิ่งผ่านไปที่ใดก็ตาม ทั้งสองฝ่ายก็จะเปิดทางให้ม้าวิ่งผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครทันได้สังเกตว่านั่นคือศพของ เอล ซิด โดยฝ่าย เอล ซิด จะร้องตะโกนขึ้นด้วยความฮึกเหิมพร้อมจะเข้าฟาดฟันศัตรูให้ม้วยมอดไปต่อหน้า ส่วนฝ่าย อิบิน ยูซุฟ เมื่อเห็นภาพเดียวกัน หน้ากลับถอดสีด้วยความหวาดกลัว บ้างก็ยืนตะลึงจนคมดาบทะลวงเข้าใส่ร่างอย่างง่ายดาย และบ้างก็ทิ้งสนามรบไปด้วยความเสียขวัญก็มี

เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ ทหารฝ่ายของ เอล ซิด ก็ยิ่งฮึกเหิม วิ่งตามม้าไปทุกที่จนฝุ่นตลบและต่างก็ฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้าอยู่จนคล้ายกับลมพายุที่กําลังพัดพากองทัพศัตรูให้ล้มตายลงดุจใบไม้ร่วง เมื่อม้าของ เอล ซิด บุกไปถึงแนวพลธนูของฝ่าย อิบิน ยูซุฟ ก็ถูกพลธนูระดมยิงเข้าใส่ยังร่างจนพรุน แต่ก็ไม่สามารถทําให้ร่างของเขาไหวติงได้เลย กลับเห็น เอล ซิด ยังคงควบม้าซูดาบอย่างโดดเด่นอยู่เช่นเดิม ทั้งที่มีลูกธนูปักติดอยู่บนร่างของเขาเป็นจํานวนมาก เมื่อศัตรูเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเกิดขวัญผวามากขึ้นอีก เชื่อไปว่า เอล ซิด เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามตามที่ร่ำลือจริงจึงเป็นอมตะ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ในที่สุดฝ่าย อิบิน ยูซุฟ ก็แตกไม่เป็นกระบวนจนต้องถอยกลับไป ส่วนทางฝ่าย เอล ซิด ต่างก็ไชโยโห่ร้องในชัยชนะที่ได้มาโดยไม่ทราบเลยว่าจอมทัพของตนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว

เหตุการณ์ช่วงนี้เองที่กลายเป็นตํานานเล่าขานกันไม่รู้จบว่าแม้ร่างอันไร้วิญญาณของ เอล ซิด ก็ยังสร้างความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายศัตรูจนแตกกระเจิงพ่ายแพ้กลับไป ซึ่งต่อมาแม้ทหารในกองทัพของ เอล ซิด จะทราบความจริงเรื่องการเสียชีวิตของแม่ทัพแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์สู้รบครั้งนั้นก็ยังคงสร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ทหารทุกคนในกองทัพให้ออกรบต่อไปในทุกสมรภูมิอย่างไม่คิดชีวิต เฉกเช่น เอล ซิด ยังคงร่วมรบกับพวกเขาในทุกสมรภูมิ และยังคงอยู่กับพวกเขาตลอดไป เสมือนหนึ่งว่า เอล ซิด ยังคงมีลมหายใจอยู่ และออกนําทัพด้วยตัวเองทุกครั้งที่พวกเขาออกรบ

สงครามระหว่างฝ่าย เอล ซิด กับ อิบิน ยูซุฟ ก็ยังคงดําเนินต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลานาน 2 ปี โดยที่ อิบิน ยูซุฟ ก็ไม่สามารถจะยึดวาเลนเซียกลับคืนไปได้แต่อย่างใด ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่อาจจะมีชัยชนะเหนือกันได้อย่างเด็ดขาด กระทั่งในที่สุดเมื่อเห็นว่าไม่มีทางจะทําให้สงครามแตกหักกันลงไปได้ ในปี ค.ศ. 1102 เฮมินา ภริยาม่ายของ เอล ซิด จึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ อัลฟองโซ แต่อัลฟองโซกลับเห็นว่าเป็นความเสี่ยงถ้าหากนํากองทัพไปช่วยรักษาวาเลนเซียไว้ เนื่องจากพระองค์ไม่เห็นในความสําคัญที่จะต้องรักษาเมืองนี้เอาไว้ จึงเพียงส่งคนจํานวนหนึ่งบุกไปช่วยเฮมินาและบุตรสาวทั้งสองหลบหนีออกมาจากวาเลนเซียเท่านั้น

เฮมินาจึงนํากระดูกของสามีหลบหนีออกจากวาเลนเซียกลับคาสตีลได้อย่างปลอดภัย โดยก่อนจะทิ้งเมืองนั้นนางยังสั่งให้ทหารทําการเผาวาเลนเซียลงเสียให้สิ้นเพื่อไม่ให้ ฝ่าย อิบิน ยูซุฟ สามารถใช้เป็นฐานที่มั่นได้อีกต่อไป

กำเนิดอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain)

กำเนิดอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain)

แม้ว่า เอล ซิด จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการหยุดการรุกรานของพวกมุสลิมกลุ่ม อิบิน ยูซุฟ ลงได้อย่างสมบูรณ์ตามความตั้งใจของเขาก็ตาม แต่ เอล ซิด ก็เป็นผู้ทําลายความเข้มแข็ง และหยุดความอหังการคิดจะยึดไอบีเรียและยุโรปของ อิบิน ยูซุฟ ลงได้ และถึงแม้สงครามครั้งนั้นจะยังคงดําเนินต่อไปภายหลังจาก เอล ซิด เสียชีวิตลงก็ตาม แต่ อิบิน ยูซุฟ ก็ ต้องสูญเสียความมั่นใจลงไปอย่างมากจนไม่สามารถจะบุกขึ้นไปยึดไอบีเรียตอนเหนือได้ตามที่ตั้งใจ

ส่วนฝ่ายคริสต์ก็ถือ เอล ซิด เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้จนสามารถเอาชัยชนะเหนือฝ่ายมุสลิมได้ในหลายๆสมรภูมิ หรือแม้ในหมู่ชาวมุสลิมที่ต้องการอยู่ร่วมกันกับชาวคริสต์อย่างสงบสุขตามแนวทางที่ เอล ซิด ได้วางไว้ ก็ยังพยายามที่จะสานต่อปณิธานของเขาให้สําเร็จแม้จะยากก็ตาม

สงครามรีคอนควิสตาในสเปนครั้งนั้นดําเนินต่อไปนับจากการเสียชีวิตของ เอล ซิด แล้วเป็นเวลาราว 200 ปี จนกระทั่งล่วงมาถึงยุคสมัยของกษัตริย์อัลฟองโซ ที่ 8 (Alfonso VII) พระนัดดาของ อัลฟองโซ ที่ 6 ซึ่งสืบทอดบัลลังก์ลีอองและคาสตีลนับจากอัลฟองโซที่ 6 ถัดมาอีกสองรุ่นจึงสามารถจะขับไล่อิทธิพลของชาวมุสลิมที่สืบทอดภารกิจต่อมาจากยุคสมัยของอิบิน ยูซุฟ ออกจากตอนกลางของแผ่นดินสเปนเป็นผลสําเร็จในปี ค.ศ. 1212 และนับจากนั้นมาทั้งลีอองและคาสตีล กับอรากอนก็สามารถรุกขยายเขตแดนอํานาจให้แก่ฝ่ายคริสต์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เหลือ อยู่เพียงในบริเวณตอนล่างสุดของสเปนเท่านั้น และต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 15 ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมที่กรานาดาก็ถูกยึดคืนได้สําเร็จ

การยึดกรานาดาได้สําเร็จในปี ค.ศ. 1492 จึงเท่ากับเป็นการสิ้นสุดสงครามรีคอนควิสตาลงนับแต่ปีนั้น แต่สเปนก็ยังคงถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักรที่ยังรวมกันไม่ติดอยู่ คือลีอองและคาสตีล ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น อาณาจักรคาสตีล (Kingdom of Castile) เนื่องจากกษัตริย์องค์หลังๆล้วนสืบทอดตําแหน่งมาจากสายของเฟอร์ดินานด์ ที่ 1 ที่เคยครองคาสตีลมาก่อนทั้งสิ้น จึงใช้คาสตีลเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์นับแต่นั้นมา

ส่วนอีกอาณาจักรคือ อาณาจักรอรากอน (Kingdom of Aragon) ซึ่งสถาปนาขึ้นเป็นอาณาจักรโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1035 และพยายามที่จะแข่งขันกันขยายอํานาจคู่ขนานกับคาสตีลมาโดยตลอด พอล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1469 ที่บัลลังก์คาสตีลสืบทอดมาถึงราชินีอิสซาเบลลา (Isabella) ส่วนบัลลังก์อรากอนก็สืบทอดแก่เฟอร์ดินานด์ ที่ 2 (Ferdinand II) สองอาณาจักรจึงสามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้สําเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อทั้งสองได้อภิเษกสมรสกัน บัลลังก์กษัตริย์และราชินีของทั้งสองอาณาจักรจึงถูกรวมเข้าเป็นบัลลังก์เดียวกัน ถือเป็นการหลอมรวมแผ่นดินทั้งสองเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวจนกลายเป็น อาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain) ตั้งแต่ปีนั้น

กระทั่งถึง ค.ศ. 1492 สเปนก็สามารถเข้ายึดครองที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมที่กรานาดาได้สําเร็จอีกแห่ง การตั้งรัฐอิสระของชาวมุสลิมบนแผ่นดินสเปนจึงถือว่าสิ้นสุดลงนับแต่นั้น ซึ่งภายหลังแม้จะยังคงมีชาวมุสลิมที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับชาวคริสต์อย่างสงบบนแผ่นดินสเปนโดยอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนก็ตาม แต่ต่อมาชาวมุสลิมเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไปหรือกลมกลืนเข้ากับชาวสเปนทั่วไป จึงหลงเหลือแต่เพียงร่องรอยของวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆที่เป็นแบบอย่างของชาวมุสลิมทิ้งไว้บนแผ่นดินสเปนจวบจนปัจจุบันนี้เท่านั้น

แต่บนคาบสมุทรไอบีเรียหลังจากที่ขับไล่ชาวมุสลิมออกไปจนหมดแล้วนั้น แม้จะมีการรวมคาสตีลและอรากอนจนกลายเป็นอาณาจักรสเปนแล้วก็ตาม ก็ยังคงไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์จวบจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของ อาณาจักรโปรตุกัล (Kingdom of Portugal) นั่นเอง อาณาจักรนี้สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1139 โดยก่อนหน้านั้นเป็นส่วน หนึ่งของแคว้นกาลิเซียมาก่อน ผู้ที่สถาปนาคือ อฟองโซ ที่ 1 (Afonso 1) ซึ่งเป็นบุตรของเคาน์ตแห่งโปรตุกัลกับเจ้าหญิงแห่งลีอองและคาสตีล

ช่วงที่เกิดสงครามรีคอนควิสตานั้น อฟองโซ ที่ 1 ก็มีผลงานในการช่วยขับไล่ชาวมุสลิมออกจากภาคใต้ของแคว้นโปรตุกัลด้วยเช่นกัน เมื่อสามารถขจัดอํานาจของชาวมุสลิมไปได้จนหมดสิ้นแล้วจึงสถาปนาเขตแดนเหล่านั้นรวมเข้ากับแคว้นโปรตุกัลเป็นอาณาจักรโปรตุกัล และด้วยการที่ อฟองโซ ที่ 1 เป็นเชื้อสายของเจ้าหญิงแห่งลีอองและคาสตีลจึงมียศเป็นเจ้าชายองค์หนึ่งด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงถือว่ามีศักดิ์และสิทธิ์ที่สามารถมีเขตแดนเป็นของตนเองบ้างจึงสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรโปรตุกัล และถือเป็นประเทศอิสระเติบโตคู่ขนานกันกับประเทศสเปนจวบจนถึงทุกวันนี้ แต่ในปัจจุบันโปรตุกัลหรือโปรตุเกสไม่มีกษัตริย์ปกครองแล้ว ในขณะที่สเปนยังมีกษัตริย์และราชวงศ์สืบทอดต่อมา

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet