เหตุการณ์เนรเทศ เอล ซิด และการรุกรานของชาวมุสลิมภายใต้การนำของ อิบิน ยุซุฟ

เหตุการณ์เนรเทศ เอล ซิด และการรุกรานของชาวมุสลิมภายใต้การนำของ อิบิน ยุซุฟ

สําหรับเหตุการณ์ในช่วงที่ เอล ซิด บีบบังคับกษัตริย์อัลฟองโซให้สาบานตนระหว่างพิธีราชาภิเษกนั้นมีบันทึกเอาไว้ต่างกันไปอีกด้วยเช่นกัน ในบางแห่งกล่าวว่า เอล ซิด ขอให้อัลฟองโซยอมสาบานตนต่อหน้าเหล่าขุนนางเป็นการลับที่ทราบกันเพียงภายในเท่านั้น และ เอล ซิด ก็ยังคงรับใช้อยู่ภายใต้บัลลังก์ของกษัตริย์อัลฟองโซต่อไปตามปกติ ไม่ได้ถูกสั่งเนรเทศแต่อย่างใด และ อัลฟองโซ ก็ยังเป็นผู้ที่ทาบทาม ฮิเมนา (Uimena) ซึ่งเป็นญาติของพระองค์ให้สมรสกับ เอล ซิด อีกด้วย ไม่ได้มีการหยามพระเกียรติต่อหน้าประชาชนกลางพิธีราชาภิเษกแต่อย่างใด

เหตุการณ์เนรเทศ เอล ซิด ออกจากราชอาณาจักรลีอองและคาสตีล

เหตุการณ์เนรเทศ เอล ซิด ออกจากราชอาณาจักรลีอองและคาสตีล

สําหรับ ฮิเมนา ภริยาของ เอล ซิด นั้นเป็นบุตรีของ เคาน์ต แห่ง โอวีโด (Count of Oviedo) โดย มีบุตรสาวกับ เอล ซิด 2 คนชื่อ คริสตินา (Cristina) กับมาเรีย (Maria) และบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อ ดิเอโก โรดริเกซ (Diego Rodriguez) ไม่แต่เพียงหาภริยาให้ เอล ซิด เท่านั้น อัลฟองโซยังซื้อความภักดีของเขาโดยได้มอบตําแหน่งขุนนางชั้นสูงตําแหน่งอื่นๆให้อีก นอกจากตําแหน่งทางทหารแล้ว เอล ซิด ยังได้รับตําแหน่งอยู่ในคณะทํางานด้านกฎหมายและตุลาการของคาสตีลอีกด้วย จึงทําให้ เอล ซิด ทรงอิทธิพลอย่างมากในหมู่ขุนนางภายใต้บัลลังก์ของกษัตริย์อัลฟองโซ 

ในบันทึกนี้กล่าวว่ามีการเนรเทศ เอล ซิด เกิดขึ้นด้วยเช่นกันว่ามาจากสาเหตุการขัดคําสั่งไม่ใช่เพราะความแค้นของกษัตริย์อัลฟองโซ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ เอล ซิด ได้รับบัญชาให้ไปทวงถามบรรณาการจากเซวิลล์ซึ่งเป็นเมืองของชาวมุสลิมที่ยอมรับในอํานาจของลีอองและคาสตีลจึงส่งบรรณาการให้อย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ เอล ซิด อยู่ในเซวิลล์นั้น กรานาดา (Granada) ซึ่งเป็นเมืองของชาวมุสลิมที่ส่งบรรณาการให้แก่ลีอองและคาสตีลเช่นกันได้ยกทัพบุกมาตีเซวิลล์ ทางเซวิลล์จึงขอให้ เอล ซิด ช่วยปกป้องเมืองด้วย ซึ่ง เอล ซิด ก็เห็นว่าเซวิลล์เป็นรัฐบรรณาการที่เขามาทวงถามจึงต้องรับผิดชอบ และร่วมนําทัพออกไปกับ อัล-มูตามิน (Al-Mutamin) ผู้ปกครองเซวิลล์

การทําสงครามระหว่างเซวิลล์กับกรานาดานี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1979 เหตุการณ์ครั้งนี้เองที่เป็นชนวนให้ เอล ซิด ถูกเนรเทศ เนื่องจากขณะที่เขาเอาชนะกรานาดาได้แล้ว เขาเกิดไปจับกุมทูตของคาสตีลผู้หนึ่งที่รับภารกิจมาสังเกตการณ์ความขัดแย้งของสองเมืองนี้คือ เคาน์ต การ์เซีย ออร์โดเนซ (Garcia Ordonez) แต่ภายหลังจากที่ เอล ซิด ปล่อยตัวกลับไป เคาน์ต ออร์โดเนซ ผูกใจเจ็บ เอลซิด จึงนําเรื่องไปฟ้องกษัตริย์อัลฟองโซ กล่าวหา เอล ซิด ว่าลําพองตนว่าเป็นคนสําคัญจึงนํากองทัพออกไปทําสงครามอย่างพลการโดยไม่มีคําบัญชาจากกษัตริย์ อัลฟองโซจึงสั่งเนรเทศ เอล ซิด เพื่อเป็นการลงโทษ

แต่ในบางแห่งก็กล่าวถึงสาเหตุที่ทําให้อัลฟองโซเนรเทศ เอล ซิด นั้นเกิดขึ้นจากการทําสงครามครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1081 เมื่อครั้งนั้น เอล ซิด นําทัพบุกไปที่เมืองโทเลโด เมืองของชาวมุสลิมอีกเมืองหนึ่งโดยไม่ทราบว่าเมืองนี้เคยเป็นที่ลี้ภัยของกษัตริย์อัลฟองโซ ทางผู้ปกครองโทเลโดจึงนําเรื่องนี้ไปฟ้องต่ออัลฟองโซ กษัตริย์อัลฟองโซจึงสั่งเนรเทศ เอล ซิด ออกจากลีอองและคาสตีลก็ด้วยสาเหตุนี้

ไม่ว่า เอล ซิด ถูกเนรเทศออกจากแผ่นดินจะโดยสาเหตุใดก็ตาม เขายังถูกริบอํานาจและทรัพย์สินไปทั้งหมดด้วย โดยแม้แต่ลูกเมียก็ไม่ให้ใครติดตามเขาไปด้วย แล้วยังห้ามไม่ให้เมืองใดเปิดประตูต้อนรับเขาอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน เวลานั้น เอล ซิด จึงตกอยู่ในสภาพของผู้ไร้แผ่นดิน เขาต้องรอนแรมอย่างเดียวดายไปตามเมืองต่างๆเมืองแล้วเมืองเล่า แต่ก็ไม่มีเมืองไหนเปิดประตูให้เนื่องจากคําสั่งของกษัตริย์นั่นเอง ซึ่งแม้แต่บาร์เซโลเนีย (Barcelonia) ที่ผู้ปกครองเมืองเคยได้รับความช่วยเหลือจากเขาก็ยังปฏิเสธ

แต่ก็มีเมืองหนึ่งกล้าเปิดประตูให้เขา คือ ซาราโกซา เมืองนี้เป็นเมืองของชาวมุสลิมที่ส่งบรรณาการให้แก่ลีอองและคาสตีลเช่นกัน แต่ผู้ปกครองเมืองนี้คือ อัลมูตามิน (Al-Mutamin) มีความชื่นชม เอล ซิด อย่างมาก จึงยอมให้การต้อนรับ และนอกจากจะให้ที่พักพิงแก่ เอล ซิด แล้ว อัลมูตามินยังให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่คุมกองทัพของซาราโกซาอีกด้วย เอล ซิด จึงพักอาศัยอยู่ที่เมืองซาราโกซานี้เป็นเวลานานถึง 10 ปี และในช่วงนี้เองที่ในประวัติศาสตร์บันทึกว่า เอล ซิด ยังชีพอยู่ได้ด้วยการเป็นนักรบรับจ้างในช่วงเวลาที่เขาถูกเนรเทศนี้ รวมไปถึงการผจญภัยอันน่าอัศจรรย์ต่างๆของเขาที่ถูกเล่าไว้เป็นตํานานก็เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีนี้เอง

ในช่วงที่ เอล ซิด เป็นแม่ทัพใหญ่ให้กับอัลมูตามินที่เมืองซาราโกซานี้ เขาได้สร้างผลงานการสู้รบกับศัตรูมากมายที่มีทั้งชาวคริสต์และชาวมุสลิม แม้แต่อรากอนซึ่งเป็นคู่ศึกเก่าของ เอล ซิด และเวลานั้นอยู่ในการปกครองของ ซานโช รามิเรซ (Sancho Ramirez) ที่ต้องการยึดครองเขตแดนของซาราโกซามาโดยตลอดก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่ เอล ซิด อีกเช่นกัน หรือแม้แต่อัลฟองโซเองที่ออกคําสั่งไม่ให้เมืองใดต้อนรับ เอล ซิด ก็ยังไม่กล้าทําอะไรซาราโกซาที่ขัดคําสั่ง เท่ากับประกาศิต ของอัลฟองโซที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้กลับไม่มีความหมายแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ศูนย์อํานาจของลีอองและคาสตีลจึงเริ่มคลอนแคลน เมืองต่างๆที่เริ่มเห็นความอ่อนแอของกษัตริย์ก็เกิดแข็งข้อบ้าง ส่วนทางด้าน เอล ซิด ก็เริ่มสร้างกองทัพที่เข้มแข็งของตนเองขึ้นมาเรื่อยๆ โดยอัลมูตามินเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนเขาอย่างดี

การรุกรานของชาวมุสลิมระลอกใหม่นำโดย อิบิน ยุซุฟ (ibn Yusuf)

การรุกรานของชาวมุสลิมระลอกใหม่นำโดย อิบิน ยุซุฟ (ibn Yusuf)

 

ในยุคสมัยอัลฟองโซที่ 6 เป็นกษัตริย์ลีอองและคาสตีลนี้ ทางฝ่ายคริสต์สามารถจะผลักดันศูนย์อํานาจของชาวมุสลิมคอร์โดบาลงไปอยู่ทางตอนใต้ของไอบีเรียมาตั้งแต่สมัยเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แล้ว ส่วนเมืองของชาวมุสลิมที่เหลืออยู่ทางตอนเหนือก็ต่างสวามิภักดิ์ต่อลีอองและคาสตีลเพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งทางคอร์โดบาเองก็ยังไม่คิดจะบุกกลับขึ้นมาอีก ในช่วงเวลานี้จึงคล้ายกับว่าคาบสมุทรไอบีเรียกลับคืนสู่ความสงบสุขได้อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยความเป็นจริงทั้งสองฝ่ายเพียงแต่รอโอกาสการรุกกลับเท่านั้น เพราะฝ่ายคริสต์ไม่ต้องการให้ฝ่ายมุสลิมสามารถก่อตั้งรัฐขึ้นเป็นการถาวรอย่างเช่นคอร์โดบาได้ ส่วนฝ่ายมุสลิมก็ต้องการขยายเขตอํานาจคอร์โดบากลับขึ้นไปทางตอนบนได้เช่นเดิม

สงครามระหว่างสองฝ่ายจึงเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันและรอดูเชิงเท่านั้น กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1086 ก็มีพวกชาวมุสลิมเชื้อสายมัวร์กลุ่มใหม่ขึ้นมาครองอํานาจในแอฟริกาเหนือคือราชวงศ์อัลโมราวิด (Almoravid) และมีความต้องการจะแผ่ขยายอํานาจของตนขึ้นไปบนแผ่นดินไอบีเรียอีกครั้ง การรุกของชาวมุสลิมระลอกใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น ชาวมุสลิมกลุ่มใหม่นี้มีผู้นําชื่อ ยูซุฟ อิบิน ทาชฟิน (Yusuf ibn Tashfin) หรือที่ชาวคริสต์มักเรียกว่า อิบิน ยูซุฟ (ibn Yusuf)

ชาวมุสลิมกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งในการรบมากกว่ากลุ่มไหนๆ เพราะกว่าที่จะขึ้นมาควบคุมอํานาจในแอฟริกาเหนือหรือที่เรียกว่า มาเกรบ (Maghreb) ซึ่งรวมทั้ง อัลจีเรีย โมร็อกโก ลิเบีย ตูนีเซีย และมอริตาเนียได้นั้น ต้องสู้รบกับกลุ่มต่างๆจนขึ้นมาครองอํานาจเบ็ดเสร็จได้ แล้วยังเป็นกลุ่มที่ยึดถือบทบัญญัติของศาสนาอิสลามอย่างเข้มข้นยิ่งกว่ากลุ่มใดๆอีกด้วย จึงต้องการทําให้ทุกหนทุกแห่งเป็นรัฐอิสลามให้ได้

โดยคิดว่าชาวคริสต์ทุกคนเป็นศัตรูของชาวมุสลิม และความคิดในการบุกไอบีเรียครั้งใหม่ก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงที่นั่นให้กลายเป็นอาณาจักรอิสลามที่ค้างคามาแต่ก่อนให้สําเร็จในครั้งนี้ เพื่อจะใช้ไอบีเรียเป็นฐานบุกขึ้นไปเปลี่ยนยุโรปทั้งหมดให้เป็นรัฐอิสลามต่อไป เช่นเดียวกับความคิดของราชวงศ์ก่อนนั่นเอง แต่ต้องทําให้เข้มข้นและหนักหน่วงกว่าเดิม

และการรุกครั้งใหม่นี้ก็ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเฉพาะชาวคริสต์เท่านั้น แต่รวมถึงชาวมุสลิมที่ยินยอมรับอํานาจของชาวคริสต์ด้วย โดยมองว่ามุสลิมเหล่านั้นเป็นพวกที่ทรยศจึงต้องถูกกําจัดไปด้วย การบุกขึ้นมาครั้งใหม่ของชาวมุสลิมกลุ่มใหม่นี้จึงถือว่าเป็นศัตรูของทั้งฝ่ายคริสต์และฝ่ายมุสลิมบนคาบสมุทรไอบีเรียที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันต่อต้าน

เมื่อสงครามยึดครองไอบีเรียครั้งใหม่เริ่มขึ้นในช่วงแรกๆ อิบิน ยูซุฟ ประสบความสําเร็จได้ในระดับหนึ่ง เมื่อสามารถปลุกปั้นชาวมุสลิมทางแถบตอนใต้ของไอบีเรียให้ยอมเข้ามาร่วมรบอยู่ในกองทัพของเขาจนมีกําลังทวีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกที่สู้รบได้ก็ร่วมทัพไปทําศึก ส่วนพวกที่สู้รบไม่ได้ก็ให้ความช่วยเหลือทั้งทุนทรัพย์และเสบียงกรังเป็นอย่างดี

โดยมี 3 เมืองใหญ่เช่น อันดาลูเซีย (Andalusia) วาเลนเซีย (Valencia) และกรานาดา ที่ต้องยอมตกอยู่ใต้อํานาจกลายเป็นเมืองบรรณาการของลีอองและคาสตีลได้มองเห็นโอกาสที่จะได้อํานาจกลับคืนมาอีกครั้งจึงหันมาให้การสนับสนุน อิบิน ยูซุฟ อย่างเต็มที่ จนกองทัพของ อิบิน ยูซุฟ กลายเป็นที่โจษขานกันในหมู่ชาวมุสลิมในไอบีเรียว่าเป็นผู้ปลดปล่อยชาวมุสลิมออกจากโซ่ตรวนของชาวคริสต์

เมืองซึ่งเคยส่งบรรณาการให้ เช่น เซวิลล์ กรานาดา บาดาโฮซ (Budgioz) อัลเมเรีย (Ameria) และ มาลากา (Malaga) ต่างก็หันกลับมาอยู่กับฝ่ายมุสลิมกันถ้วนทั่ว สงครามครั้งใหม่จึงส่งผลกระทบต่อฝ่ายคริสต์โดยทั่วไป ฝ่ายคริสต์จึงต้องยุติความบาดหมางระหว่างกันไว้ชั่วคราว ลีอองและคาสตีลกับอรากอนจึงต้องหันกลับมาจับมือกันเพื่อต่อสู้กับฝ่ายมุสลิมในสงครามครั้งใหม่นี้ แต่ลีอองและคาสตีลกับอรากอนก็ประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่ซาลลากา (Zalaga) ใกล้กับเมืองบาดาโฮซ ในปลายปี ค.ศ. 1086

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทําให้กษัตริย์อัลฟองโซอับอายมาก เพราะเพียงแค่เห็นกองทัพ อิบิน ยูซุฟ เท่านั้นทหารฝ่ายคริสต์ก็หวาดกลัวแล้ว จนเมื่อเกิดการปะทะกัน ฝ่ายมุสลิมก็บดขยี้ฝ่ายคริสต์ซึ่งเล่ากันว่าเหลือเพียงแค่ทหารม้าจํานวนหนึ่งเท่านั้นที่ควบม้าหนีออกจากสมรภูมินี้ไปได้ทัน

เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้จึงทําให้อัลฟองโซเริ่มคิดโหยหา เอล ซิด เพื่อจะให้มาเป็นผู้ควบคุมทัพสู้กับชาวมุสลิมอีกครั้ง จึงส่งคนนําสาส์นไปที่ซาราโกซาขอให้เขากลับมาเป็นแม่ทัพทําสงครามกับชาวมุสลิมอีกครั้ง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet