เอล ซิด (EI Cid) วีรบุรุษผู้เป็นตำนานที่ทำให้เกิดการรวมชาติสเปนขึ้น

เอล ซิด (EI Cid) วีรบุรุษผู้เป็นตำนานที่ทำให้เกิดการรวมชาติสเปนขึ้น

สเปนในทุกวันนี้อาจไม่ได้มีอาณาบริเวณกว้างขวางที่กินเนื้อที่เกือบทั้งหมดของคาบสมุทรไอบีเรียอย่างเช่นที่เป็นอยู่ได้เลย หากไม่มีการรวมรัฐต่างๆที่เคยแบ่งแยกกันเป็นอิสระเข้ามาเป็นผืนแผ่นเดียวกัน และด้วยการที่แยกกันอย่างเป็นอิสระนี้เองจึงมักจะทําให้เกิดมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกัน เป็นประจํา และก็เป็นสาเหตุให้คนภายนอกมองเห็นช่องว่างนี้ จึงใช้มันเป็นช่องทางในการขยายอํานาจบุกเข้ามายึดครองเขตแดนต่างๆจนเกือบจะยึดได้ตลอดทั้งคาบสมุทร

หากไม่เกิดมีวีรบุรุษผู้หนึ่งขึ้นมาจุดประกายการต่อสู้ให้รัฐต่างๆซึ่งเคยอยู่แบบตัวใครตัวมันให้เข้ามารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วหันไปขจัดอํานาจของคนต่างถิ่นเหล่านั้นออกจากแผ่นดินของตน และต่อมาก็นําไปสู่การรวมรัฐที่เคยอยู่กระจัดกระจายเหล่านั้นขึ้นจนกลายเป็นประเทศเดียวคือ ราชอาณาจักสเปน (Kingdom of Spain) จวบจนถึงทุกวันนี้ วีรบุรุษที่กล่าวถึงนี้ก็คือ เอล ซิด (EI Cid) ผู้ซึ่งเป็นตํานานที่ทําให้เกิดการรวมชาติสเปนขึ้นจนกลายเป็นประเทศที่ทรงอํานาจอยู่ในยุโรปในปัจจุบัน

เอล ซิด (EI Cid) วีรบุรุษผู้เป็นตำนานที่ทำให้เกิดการรวมชาติสเปนขึ้น

เอล ซิด (EI Cid) วีรบุรุษผู้เป็นตำนานที่ทำให้เกิดการรวมชาติสเปนขึ้น

เอล ซิด นับเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในชนชั้นขุนนาง แม้เขาไม่ได้เป็นราชนิกูลที่เกิดในราชวงศ์ครองบัลลังก์ของรัฐแห่งใดเลยก็ตาม แต่อิทธิพลของเขานั้นถึงกับทําให้เหล่ากษัตริย์ของรัฐต่างๆบนแผ่นดินสเปนในอดีตยังต้องหวาดหวั่นในอานุภาพและประกาศิตของเขาที่ทําให้ประชาชนชาวสเปนหันไปให้ความเคารพนับถือยิ่งกว่ากษัตริย์เสียอีก และไม่เพียงแต่ฝ่ายสเปนด้วยกันเท่านั้นที่หวาดหวั่นในอิทธิพลของเขา แม้แต่ศัตรูที่บุกเข้ามาหมายจะพิชิตแผ่นดินสเปนก็ยังเกิดความหวาดเกรงในพลังอํานาจของเขา

และด้วยความหวาดเกรงในอิทธิพลของ เอล ซิด นี้เองจึงทําให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะในฝ่ายเดียวกันหรือศัตรูก็ตามต่างก็ต้องการจะขจัดอิทธิพลของเขาให้หมดสิ้นลงให้ได้ แต่ก็ไม่เคยมีใครเคยทําสําเร็จ กล่าวกันว่าแม้แต่ศพของ เอล ซิด เมื่อสิ้นใจลงแล้วก็ยังสามารถนํามาใช้ปลุกขวัญกําลังใจให้แก่ทหารให้รบชนะศัตรูได้ ขณะที่ฝ่ายศัตรูก็ยังมีความหวาดกลัวต่อร่างที่ไร้วิญญาณของเขาซึ่งถูกผูกติดอยู่กับอานม้าในท่าชูดาบขึ้นเหนือศีรษะ จนทําให้ทหารฝ่ายศัตรูต่างเสียขวัญและแตกกระจัดกระจายพ่ายแพ้ลงในที่สุด

ชาวสเปนนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันจึงต่างให้ความเคารพเทิดทูน เอล ซิด เป็นดุจดั่งเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเขา โดยมีการขนานนามเพื่อเป็นการยกย่องว่า “เอล แคมพีดอร์ (EI Campeodor)” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้มีชัยชนะ” สําหรับคําเรียกขานว่า “เอล ซิด (EI Cid)” นั้นมีความหมายโดยตรงแปลว่า “นายท่าน” ชื่อนี้เป็นชื่อที่ชาวมัวร์ (Moor) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่บุกไปยึดครองเขตแดนบนแผ่นดินสเปนเรียกขานกัน จนในที่สุดก็กลายมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่ชาวสเปนและชาวมุสลิม

แต่ชื่อนี้ไม่มีบันทึกเล่มใดระบุว่าเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะในหลักฐานที่ถือเป็นทางการส่วนใหญ่ล้วนแต่เรียกขาน เอล ซิด ว่า เอล แคมพีดอร์ ทั้งสิ้น แต่ก็มีหลักฐานในบางแห่งใช้คําว่า ซิด แคมพีดอร์ คู่กัน จึงเชื่อกันว่าชื่อ เอล ซิด น่าจะไม่ได้เป็นชื่อที่ใช้เรียกโดยทั่วไปในเวลานั้น แต่อาจมีการนํามาเรียกกันในหมู่นักวิชาการรุ่นหลังๆเพื่อให้เห็นว่าแม้แต่ชาวมุสลิมก็ยังให้การนับถือ

ก่อนจะมาเป็นราชอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain)

Hispania

สําหรับในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐต่างๆของชาวสเปนขึ้นมานั้น ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าต่างๆมากมาย เช่น ชาวเคลต์ (Celt) กอล (Gaul) แวนดาล (Vandal) และโกธ (Goth) ชนเผ่าเหล่านี้ได้ อพยพมาจากทางทิศตะวันออกของยุโรปลงมาปักหลักอยู่ในไอบีเรียหลายช่วงเวลาด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนยุคชาวโรมันเรืองอํานาจ กระทั่งช่วงที่ชาวโรมันแผ่อิทธิพลเข้ายึดครองภูมิภาคนี้เอาไว้ทั้งหมดจนถึงยุคที่ชาวโรมันหมดสิ้นอํานาจลง

ในสมัยโบราณนั้นดินแดนบนคาบสมุทรไอบีเรียแห่งนี้ถูกเรียกว่า ฮิสปาเนีย (Hispania) ซึ่งชนเผ่าต่างๆที่กล่าวมาก็คือบรรพบุรุษของชาวสเปนในรุ่นปัจจุบัน ชนเผ่าเหล่านี้ยังมีการแบ่งแยกออกไปเป็นเชื้อสายต่างๆอีกมากมายที่ต่างปักหลักตั้งถิ่นฐานและก่อร่างสร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นตามภูมิภาคต่างๆจากเผ่าพันธุ์ที่เคยถูกเรียกว่า อนารยชน (Barbarian) หรือคนเถื่อน

ต่อมาก็เริ่มมีความเจริญทั้งศิลปะและวัฒนธรรม มีแบบอย่างสถาปัตยกรรมอันแสดงถึงความมีอารยธรรม เริ่มรับเอาศาสนาคริสต์เข้ามาแทนที่ศาสนาดั้งเดิมที่มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและภูตผีวิญญาณ จากชุมชนเล็กก็กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ กลายเป็นเมือง เป็นแคว้น เป็นรัฐ จากที่มี เพียงหัวหน้าชุมชนและระบบปกครองแบบหยาบๆก็กลายเป็นกษัตริย์และราชวงศ์ขึ้นปกครองในแต่ละรัฐ แล้วในที่สุดก็เริ่มบ่มเพาะอํานาจ และเริ่มมีความต้องการแผ่ขยายอํานาจออกให้กว้างขวางขึ้น ซึ่งนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการรบพุ่งแย่งชิงเขตแดนแย่งชิงอํานาจกันบนแผ่นดินสเปน นับตั้งแต่ที่ชาวโรมันเสื่อมอํานาจลงและเริ่มมีรัฐต่างๆเกิดขึ้นช่วงหลังศตวรรษที่ 5 เป็นต้นมาจนไม่อาจจะรวมกันขึ้นเป็นประเทศได้สําเร็จ

การขยายอิทธิพลของชาวมุสลิมเข้ามาในคาบสมุทรไอบีเรีย

การขยายอิทธิพลของชาวมุสลิมเข้ามาในคาบสมุทรไอบีเรีย

และในช่วงศตวรรษที่ 8 นั้น ชาวมุสลิมได้เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลมาจนถึงสุดปลายทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกาเหนือหรือโมร็อกโกในปัจจุบัน จากนั้นจึงคิดที่จะรุกขยายข้ามมายังคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อหมายที่จะนําศาสนาอิสลามเข้าไปเผยแผ่ให้ทั่วทั้งแผ่นดินยุโรป จึงใช้สเปนเป็นประตูเพื่อเปิดเข้าสู่ยุโรปตามความคาดหวัง และเริ่มให้ชาวมุสลิมที่ละกลุ่มๆอพยพข้ามเข้าไปตั้งถิ่นฐานในไอบีเรียกันเป็นระลอกๆจนมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วทั้งภาคใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย แล้วจึงค่อยๆรุกขยายขึ้นไปจนถึงทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไอบีเรีย

การเข้ามาของชาวมุสลิมนี้ทําให้มีการรบพุ่งกันระหว่างผู้เข้ามาใหม่กับชาวพื้นเมืองเดิมซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนก็ด้วย ความแตกต่างกันทั้งทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาจนทําให้ผู้ที่อยู่มาก่อนต้องถูกผลักดันให้ออกจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ในเขตของผู้ที่มีวัฒนธรรมและศาสนาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากกว่า และเมื่อชาวมุสลิมสามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้นแล้ว ผู้ปกครองชาวมุสลิมที่มีตําแหน่งเรียกว่า เอมีร์ (Emir) จึงสถาปนารัฐเอมีร์แห่งคอร์โดบา (Emirate of Cordoba) ขึ้น โดยมีอาณาเขตครอบคลุมถึงเกือบครึ่งหนึ่งของคาบสมุทรไอบีเรียเลยทีเดียว ส่วนพวกที่ปักหลักอยู่ก่อนหรือผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก็เหลือเขตแดนอยู่เพียงไม่กี่แคว้นเท่านั้น โดยมีแคว้นใหญ่ๆอยู่ 2 แคว้น คือ ลีออง (Leon) และ คาสตีล (Castile) เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายที่นับถือศาสนา

ชาวคริสต์ทางตอนใต้ของสเปนเข้าเจรจากับชาวมุสลิมเพื่อขออยู่ร่วมกันอย่างสันติ คริสต์จึงต้องรวมตัวกันทําสงครามกับชาวมุสลิมเพื่อผลักดันชาวมุสลิมออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรียให้ได้ สงครามผลักดันชาวมุสลิมในครั้งนั้นเรียกว่า รีคอนควิสตา (Reconquista) หรือ การยึดกลับคืน นั่นเอง และผู้ที่ปลุกให้ฝ่ายคริสต์ที่อยู่มาก่อนร่วมมือกันโต้กลับชาวมุสลิมก่อนที่แผ่นดินจะถูกชาวมุสลิมยึดครองไปจนหมดสิ้น และถือเป็นสัญลักษณ์สําคัญของการต่อสู้กับชาวมุสลิมในสงครามครั้งนั้นก็คือ เอล ซิด

ชาวมุสลิมเรียกแผ่นดินอิสลามในไอบีเรียว่า อัล อันดาลุส (A-Andalus) ส่วนชาวมุสลิมกลุ่มที่บุกเข้ามาทําสงครามขยายเขตแดนให้แก่ชาวมุสลิมในไอบีเรียก็คือชนเผ่ามัวร์ (Moor) ชนเผ่ามัวร์มีถิ่นฐานเดิมอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาแตกเผ่าพันธุ์มาจากชนเผ่าเบอร์เบอร์ (Berber) ซึ่งเป็นชาวอาหรับกลุ่มที่กระจายอยู่บริเวณประเทศโมร็อกโก อัลจีเรีย และมอริตาเนียในปัจจุบันนี้ชื่อ เบอร์เบอร์ นี้มาจากชื่อที่ชาวโรมันใช้เรียกคนพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่แถบนี้ตั้งแต่ช่วงที่ชาวโรมันแผ่อิทธิพลยึดครองบริเวณนี้อยู่มาจากคําว่า บาร์บารุส (Barbarus) ที่แปลว่า คนเถื่อน ในภาษาลาติน

ต่อมาเมื่อโรมันหมดสิ้นอํานาจลง กลุ่มคนเถื่อนนี้ก็เริ่มสร้างอารยธรรมขึ้นเช่นเดียวกับชาวพื้นเมืองในไอบีเรีย เพียงแต่รับเอาศาสนาอิสลามเข้าไว้เป็นศาสนาของตนไม่ใช่คริสต์ ส่วนชาวมัวร์นั้นคือชาวเบอร์เบอร์นั่นเอง แต่ตั้งหลักแหล่งอยู่แถบมอริตาเนีย ชาวโรมันจึงเรียกชาวเบอร์เบอร์กลุ่มนี้ว่า มอริ (Mauri) แต่ที่เรียกว่า มัวร์ ก็มาจากภาษาอังกฤษที่นักประวัติศาสตร์ยุคหลังใช้เรียกกัน

การแผ่ขยายอิทธิพลของชาวมุสลิมจากแอฟริกาเข้าไปยังไอบีเรียนี้ สืบเนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 8 ราชวงศ์อูเมย์ยาด (Umayyad) ได้สร้างอาณาจักรอิสลามที่ทรงอิทธิพลนับจากฝั่งตะวันออกที่ปากีสถานมาจนจรดฝั่งตะวันตกที่มอริตาเนีย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงดามัสกัสประเทศซีเรียใน ปัจจุบันต้องการจะขยายอาณาเขตของอาณาจักรอิสลามขึ้นไปยังฝั่งยุโรปบ้าง ในปี ค.ศ. 711 กาหลิป อัล-วาลิดที่ 1 (AL-Walid 1) (กาหลิป เป็นตําแหน่งคล้ายกษัตริย์ในศาสนาอิสลาม) แห่งราชวงศ์อูเมย์ยาด ได้มีบัญชาให้ ทาริก อิบิน ซียาด (Tariq ibn Ziyad) นําทัพบุกเข้ายึดครองเขตแดนภาคใต้ของไอบีเรีย โดยที่กษัตริย์โรเดอริค (Roderic) ซึ่งปกครองเขตแดนไอบีเรียอยู่ไม่สามารถสู้ได้จึงเสียเขตแดนให้แก่ชาวมุสลิม แล้วชาวมุสลิมก็บังคับให้ประชาชนทั้งหมดที่เคยนับถือศาสนาคริสต์ให้หันมานับถือศาสนาอิสลาม

จากนั้นกองทัพมุสลิมก็เดินหน้ารุกขยายขึ้นไปยึดครองเขตแดนอื่นอีกเรื่อยๆโดยใช้เวลา 8 ปี จนถึงปี ค.ศ. 718 จึงสามารถบุกขึ้นไปยึดได้ทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไอบีเรีย ทําให้ฝ่ายโกธเหลือเพียงเขตแดนทางทิศเหนือเท่านั้น ส่วนกษัตริย์โรเดอริคนั้นสิ้นพระชนม์ลงระหว่างการสู้รบกับชาวมุสลิม จึงทําให้ชาวโกธว่างกษัตริย์ เพลาจิอุส (Pelagius) ซึ่งเป็นขุนนางในบัลลังก์ของกษัตริย์โรเดอริคจึงตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ และได้สถาปนาอาณาจักรอสทูเรียส (Kingdom of Asturias) ขึ้นทางทิศเหนือ ในปี ค.ศ. 718 นั้นเอง

ส่วนทางฝ่ายมุสลิมนั้นเมื่อยึดครองเขตแดนไอบีเรียได้เกินกว่าครึ่งแล้ว จึงสถาปนารัฐเอมีร์ แห่ง คอร์โดบา ขึ้นในปี ค.ศ. 756 โดยอยู่ภายใต้อํานาจของอาณาจักรอิสลามแห่งราชวงศ์อูเมย์ยาด แต่การเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ของชาวมุสลิมกลับส่งผลดีให้แก่ภูมิภาคแห่งนี้ เนื่องจากชาวมุสลิมในเวลานั้นมีความเจริญและมีอารยธรรมที่สูงกว่าชาวไอบีเรียมาก เมื่อเข้าครอบครองดินแดนไอบีเรียแล้วจึงนําความเจริญเข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้จนเกิดความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet