ปิดตำนาน ฮันนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) นักรบคาร์เธจผู้ยิ่งใหญ่

ปิดตำนาน ฮันนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) นักรบคาร์เธจผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อฮาสดรูบาลเสียชีวิตแล้ว เนโรจึงให้ตัดศีรษะของฮาสดรูบาลส่งไปให้ฮันนิบาลเพื่อบั่นทอนจิตใจของเขาซึ่งก็ได้ผล เมื่อฮันนิบาลเห็น ศีรษะน้องชายอยู่ตรงหน้า เขารู้สึกโกรธแต่ก็รู้สึกกลัดกลุ้มในเวลาเดียวกัน ฮันนิบาลเริ่มเกิดความท้อแท้จากปัญหาซึ่งเผชิญอยู่ทั้งเรื่องที่สภาคาร์เธจที่ทิ้งเขาให้วิ่งวุ่นอยู่ในอิตาลีเพียงลําพัง และความหวังเดียวของเขาในเวลานั้นก็คือความช่วยเหลือจากฮาสดรูบาล เมื่อฮาสดรูบาลต้องมาจบชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนี้ เขาจึงหมดสิ้นความหวังอีกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังไม่มีข่าวจากมาโก น้องชายอีกคนที่ส่งไปช่วยฮาสดรูบาลขณะที่กําลังจนแต้ม อยู่ที่ไอบีเรียแต่อย่างใด ซึ่งทั้งสองคลาดกันระหว่างที่โรมันกําลังตีคาร์ธาโก โนวา จนต้องละทิ้งเมืองหลบหนีออกมา ทางด้านมาโกนั้นหลังจากที่แยกกับฮาสดรูบาลในไอบีเรียแล้ว ก็นําทัพไปหลบอยู่ที่เกาะบาเลียริก (Balearic) นอกชายฝั่งสเปนระยะหนึ่ง แล้วจึงข้ามมาปักหลักอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี แต่ขยับไปไหนไม่ได้ เพราะถูกพวกโรมันตัดเส้นทางการเชื่อมต่อกับฮันนิบาลจนการสูญเสียฮาสดรูบาลนี้ส่งผลไม่เพียงต่อฮันนิบาลเท่านั้น แต่ยัง วมไปถึงกองทัพคาร์เธจทั้งหมดด้วย เพราะตั้งแต่ที่เสียเมืองคาปัวไปให้แก่โรมันตั้งแต่ปี 210 ก่อนคริสต์ศักราชแล้ว สถานการณ์ของคาร์เธจนั้นแย่ลงเรื่อยๆ

เมื่อความหวังเดียวของคาร์เธจคือการสนับสนุนของฮาสดรูบาล มีอันต้องจบสิ้นลงเช่นนี้ ขวัญและกําลังใจทหารก็เริ่มกระเจิง และยิ่งสงครามในช่วงหลังๆตั้งแต่เสียเมืองคาปัวไป กองทัพคาร์เธจก็เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้เสียส่วนใหญ่ จนกระทั่งถึงปี 203 ก่อนคริสต์ศักราช ฝ่ายโรมันก็เริ่มใช้แผนบุก คาร์เธจเพื่อล่อให้ฮันนิบาลออกจากอิตาลี ซึ่งก็เข้าทางโรมัน เมื่อทางสภาคาร์เธจเกิดหวาดกลัวขึ้นมาจึงออกคําสั่งให้ฮันนิบาลยกทัพกลับไปปกป้องกรุงคาร์เธจ

การแพ้สงครามที่เมือง Zama

Hannibal Barca

ฮันนิบาลซึ่งทําศึกอยู่ที่อิตาลีเป็นเวลา 15 ปีนับตั้งแต่ปี 218 จนถึงปี 203 ก่อนคริสต์ศักราช ในที่สุดต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามลงทุนลงแรงไปทั้งหมด ทั้งที่อีกเพียงไม่กี่ก้าวความหวังที่จะบุกถล่มกรุงโรมให้สําเร็จตามสัตย์สาบานแต่รุ่นพ่อก็จะเป็นจริงอยู่แล้ว กลับถูกสภาคาร์เธจที่เห็นแก่ตัวไม่ยอมสนับสนุนสิ่งใดเพราะกลัวว่าตัวจะตาย ครั้งนี้ยังสั่งให้เขานําทัพกลับอีก การปกป้องเมืองหลวงเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น อันที่จริงก็คือการปกป้องชีวิตนักการเมืองที่กลัวว่าตัวจะตายมากกว่า แต่ฮันนิบาลก็ไม่มีทางเลือก จําต้องถอนกําลังออกจากอิตาลีไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนทางด้านมาโกก็เช่นกัน หลังจากไปปักหลักอยู่ที่เยนิว (Genoa) แคว้นลิกเรีย (Liguria) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลีได้ 3 ปีโดยขยับไปไหนไม่ได้ ยังถูกสั่งให้นําทัพกลับไปช่วยปกป้องคาร์เธจเช่นกัน แต่โชคร้ายก็เกิดขึ้นกับมาโกอีกคน ขณะที่นําทัพลงเรือออกจากเยหัวมุ่งหน้ากลับคาร์เธจนั้น กองเรือของเขาต้องเผชิญกับพายุจนอับปางลงทั้งหมด ทําให้ทหารคาร์เธจจมน้ำ เสียชีวิตลงเป็นจํานวนมาก รวมถึงชีวิตของมาโกด้วยเช่นกันที่ต้องจมอยู่ก้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ซิปิโอ แอฟริกานุส นําทัพออกจากซิซิลีในปี 204 ก่อนคริสต์ศักราช ไปขึ้นฝั่งใกล้กับเมืองอูติกาเพื่อจะเดินทางเข้าปิดล้อมคาร์เธจ แต่ต้องถูกทัพ ฮาสดรูบาล กิสโก (Hasdrubal Gisco) แม่ทัพคาร์เธจอีกผู้หนึ่งที่ร่วมทัพไปกับฮันนิบาล แต่ล่วงหน้ากลับมาเตรียมกําลังก่อนร่วมกันกับ ไซแฟกซ์ (Syphax) กษัตริย์นูมิเดียซึ่งเป็นพันธมิตรกับคาร์เธจนําทัพโจมตีจน ซิปิโอ แอฟริกานุส ต้องถอยออกจากอุติกากลับไปตั้งหลักใหม่

พอถึงปี 203 ก่อนคริสต์ศักราช ซิปิโอ แอฟริกานุส ก็กลับมาใหม่ ซึ่งครั้งนี้เตรียมตัวมาเต็มที่ โดยมาขึ้นที่อูติกาเช่นเดิม แล้วเดินทัพมาจนถึงบริเวณที่ราบผืนใหญ่อยู่ตรงริมแม่น้ำบากราเดส (Bagrades) และ ฮาสครูบาล กิสโก กับไซแฟกซ์ ก็นําทัพออกมาขวางไว้เช่นเดิม แต่ในครั้งนี้โรมันเป็นฝ่ายมีชัย ฮาสดรูบาล กิสโก กับไซแฟกซ์ จึงถอยทัพกลับไป แต่ไซแฟกซ์ถูกติดตามไปสังหารลงจนได้ ส่วน ฮาสดรูบาล กริสโก พอถึงคาร์เธจก็ถูกสภาลงโทษให้ปลิดชีพตัวเองลงเสียฐานละทิ้งหน้าที่

และภายหลังความพ่ายแพ้ที่บากราเคสนี้เองทางสภาคาร์เธจจึงค่อยเรียกตัวฮันนิบาลกลับจากอิตาลี แต่ระหว่างที่รอฮันนิบาลกลับมานั้นทางคาร์เธจไม่วางใจ เกรงว่าโรมันจะฉวยโอกาสเข้าโจมตี จึงขอเจรจา ซึ่งแน่นอนว่าการเจรจาในขณะที่ฝ่ายโรมันได้เปรียบอยู่นี้ ย่อมทําให้คาร์เธจสูญเสียมากกว่าได้ สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายโรมันต้องการคือให้คาร์เธจยอมลดจํานวนเรือรบลงเพื่อแลกกับสัญญาสงบศึกซึ่งเท่ากับเป็นการตัดมือตัดเท้าคาร์เธจออกอย่างละข้าง แต่คาร์เธจก็จํายอมเพื่อซื้อเวลาจนเมื่อฮันนิบาลกลับถึงคาร์เธจ สภาจึงให้ฮันนิบาลเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแต่ผู้เดียว แล้วฮันนิบาลก็ฉีกสัญญาสงบศึกทิ้ง จากนั้นจึงเข้ายึดเรือรบของโรมันที่ลอยอยู่ในอ่าว เรื่องนี้จึงทําให้โรมันประกาศสงครามกับคาร์เธจอีกครั้งหนึ่ง

สงครามครั้งใหม่เริ่มขึ้นในปี 202 ก่อนคริสต์ศักราช ถือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของสงครามพิวนิคครั้งที่ 2 นี้ โดยเริ่มขึ้นที่เมืองซามา (Zama) ปัจจุบันคือหมู่บ้าน จามา (Uama) ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ มัคตาร์ (Maktar) ประเทศตูนีเซีย ทั้งสองฝ่ายได้มาเผชิญหน้ากันที่นี่ โดยฝ่ายฮันนิบาล แม้จะมีกําลังพลที่มากกว่าแต่ก็เป็นรองเรื่องศักยภาพ เนื่องจากทหารใหม่ๆที่เกณฑ์มาส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมจะทําสงคราม ซึ่งฮันนิบาลทราบถึงความเป็นต่อของฝ่ายโรมันเป็นอย่างดี

ที่สําคัญคือฝ่ายโรมันมีกองทหารม้าที่มากกว่าฝ่ายคาร์เธจเกือบเท่าตัว ซึ่งกองทหารม้านี้เป็นสิ่งสําคัญที่สุดอันจะเป็นตัวแปรในการแพ้ชนะได้ และชัยชนะของฮันนิบาลในสมรภูมิที่อิตาลีส่วนใหญ่ก็มาจากกองทหารม้าที่ทรงประสิทธิภาพของเขานั่นเอง จึงเห็นได้ชัดว่าฮันนิบาลไม่มีความพร้อมสําหรับสงครามครั้งนี้แต่อย่างใด โดยยังไม่กล่าวถึงความอ่อนล้าจากการกรําศึกมาเป็นเวลายาวนานอีกด้วย นอกจากนี้ช้างศึกที่เคยเป็นอาวุธมหาประลัยของคาร์เธจก็ยังถูก ซิปิโอ แอฟริกานุส คิดแผนล้มช้างสําเร็จ จนอาวุธชนิดนี้ไม่มีความหมายแต่อย่างใด

เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ช้างศึกของฝ่ายคาร์เธจซึ่งเป็นกองหน้าจะบุกไปข้างหน้ากระโจนเข้าใส่ทัพโรมัน ซิปิโอ แอฟริกานุส จึงใช้ธรรมชาติของช้างที่มักวิ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว หากจะกลับหลังหันก็ยากลําบากเพราะร่างกายที่ใหญ่โตอุ้ยอ้าย จึงสั่งให้ทหารที่เดินเรียงหน้ากระดานเข้าโจมตี พอเห็นช้างวิ่งตรงเข้ามาก็เปิดเป็นช่องให้ช้างวิ่งผ่านไปได้ แล้วอาศัยช่วงจังหวะนี้วิ่งสวนกลับทิศทางของช้างพุ่งเข้าโจมตีทัพคาร์เธจ แล้วจึงใช้กองทหารม้าเคลื่อนที่เร็วไล่ต้อนทหารม้าฝ่ายคาร์เธจออกจากสนามรบไป จากนั้นก็กลับมาตีตลบหลังทหารราบฝ่ายคาร์เธจ ซึ่งกลศึกนี้ฝ่ายโรมันก็ลอกเลียนมาจากฮันนิบาลอีกเช่นกัน และทําให้ฝ่ายคาร์เธจต้องพ่ายแพ้ในสมรภูมินี้อีกครั้ง

ภายหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้อีกนั่นเอง ที่สภาคาร์เธจร้อนรนออกมาขอเจรจาอีกครั้ง แต่ผลการเจรจาครั้งนี้ฝ่ายคาร์เธจถึงกับล้มละลายลงในทันที เพราะนอกจากจะต้องเสียเขตแดนการค้าทั้งหมดแล้ว เขตแดนในแอฟริกายังต้องเสียให้แก่นูมิเดียฝ่ายซึ่งเป็นพันธมิตรกับโรมอีกด้วย และต้องยอมลดจํานวนเรือลงจากเดิมที่เคยขอไปอีกเท่าตัว นอกจากนี้ยังห้ามคาร์เธจไปทําสงครามกับใครก็ตามโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากโรมเสียก่อน สัญญาเช่นนี้ก็เท่ากับคาร์เธจต้องตกอยู่ในสภาพทาสของโรมไปโดยปริยาย โดยยังไม่รวมค่าปรับต่างๆรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้แก่โรมอีกด้วย และด้วยสัญญาทาสฉบับนี้ ทําให้ชาวคาร์เธจต้องหาทางออกเพื่อหนีจากสภาวะล้มละลาย จนกระทั่งนําไปสู่สงครามพิวนิคครั้งที่ 3 ในอีก 50 ปีข้างหน้า เมื่อคาร์เธจค่อยๆสามารถกลับฟื้นคืนกําลังได้ใหม่อีกครั้ง

ถึงแม้ว่า ซิปิโอ แอฟริกานุส จะได้รับชัยชนะอย่างงดงามในสงครามครั้งนี้ และยังทําให้โรมได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายจากสนธิสัญญาที่ได้เปรียบอย่างมหาศาลฉบับนี้ แต่พอกลับถึงโรมแทนที่จะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและได้รับคําชื่นชมในผลงาน เขากลับถูกโจมตีในสภาว่าเป็นคนขี้ขลาดที่ไปยอมเจรจาสงบศึกทั้งที่มีโอกาสทําลายคาร์เธจไม่ให้กลับมาเป็นหอกข้างแคร่ของโรมได้อีกต่อไป สมาชิกสภาต่างเห็นพ้องกันว่าฝันร้าย องประชาชนยังคงอยู่ตราบใดที่คาร์เธจยังอยู่ ความตื่นตระหนกเมื่อครั้งที่ฮันนิบาลนําทัพเข้าใกล้กรุงโรมก็ยังคงทําให้ชาวโรมันทุกคนนอนตาไม่หลับ เพราะเกรงว่าเขาจะกลับมาอีกเมื่อใดก็ได้

จนในที่สุดได้มีสมาชิกสภาผู้หนึ่งนาม คาโต (Cato) ลุกขึ้นกล่าววลีที่ได้รับการจดจําจนถือเป็นสัตย์สาบานของชาวโรมันทุกคนในเวลาต่อมาว่า “คาร์เธจต้องพินาศ” จนในอีก 50 ปี ต่อมานั่นเอง คาร์เธจจึงพินาศย่อยยับด้วยฝีมือชาวโรมันจริงตามวลีนี้

สําหรับทางด้านฮันนิบาลนั้น ภายหลังจากสงครามสิ้นสุดลงเขาได้หันไปทําการค้าอย่างจริงจังจนร่ำรวย และเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดผู้หนึ่งในคาร์เธจ ซึ่งก็ทําให้เขามีศัตรูเป็นจํานวนมากจากความทรงอิทธิพลของเขานี้เอง ในฐานะพ่อค้านั้น ฮันนิบาลถือเป็นพ่อค้าที่มีความเก่งกาจและเฉลียว ฉลาดเช่นเดียวกับการทําสงครามจึงสามารถสร้างรายได้อันมหาศาลให้แก่ธุรกิจของครอบครัว ส่วนในฐานะนักการเมืองฮันนิบาลก็เป็นนักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต ความตรงไปตรงมาของเขาจึงบ่มเพาะศัตรูทางการเมืองเอาไว้มากมายด้วยเช่นกัน และศัตรูของเขาก็มักหาเรื่องใส่ความเขาเป็นประจํา โดยหนักข้อถึงกับไปเป่าหูชาวโรมันให้เกิดความระแวงฮันนิบาลว่าเขาคิดจะบุกโรมอีกครั้ง 

ทางโรมที่หวาดกลัวฮันนิบาลอยู่แล้วก็ยิ่งหวาดระแวงขึ้นอีก จึงกดดันให้ทางคาร์เธจสั่งเนรเทศฮันนิบาลออกไปเสียให้ไกลจากคาร์เธจและโรม เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามของโรมได้อีกต่อไป ซึ่งคาร์เธจก็ยินยอมทําตาม สั่งเนรเทศฮันนิบาลออกจากคาร์เธจในปี 195 ก่อนคริสต์ศักราช โดยเดินทางไปที่อยู่ที่เมืองไทร์ เมืองหลวงเก่าของชาวฟินีเซียนที่อยู่ในประเทศเลบานอนปัจจุบัน แต่ถึงอย่างไรเรื่องที่ฮันนิบาลคิดบุกกรุงโรมอีกครั้งก็เป็นเรื่องจริง เขาไม่เคยลืมความแค้นจากสงครามพิวนิคทั้งสองครั้ง และยังคงพยายามคิดหาโอกาสที่จะบุกโจมตีโรมอีกให้ได้

ต่อมาฮันนิบาลได้ไปเป็นที่ปรึกษาการสงครามให้กับอันติโอชุส ที่ 3 (Antiochus II) ซึ่งกษัตริย์แห่งจักรวรรดิเซเลอซิด (Seleucid Empire) ที่มีอาณาเขตจากตุรกีในปัจจุบันไปจนถึงอิรัก เนื่องจากในเวลานั้นจักรวรรดิเซเลอซิด กําลังมีความขัดแย้งเรื่องเขตแดนกับชาวโรมันอยู่ อย่างไรก็ดี อันติโอชุสนั้นไม่ไว้วางใจฮันนิบาลนักก็เพราะกิตติศัพท์ในการปราบโรมันของเขานั่นเอง จึงทําให้อันติโอชุสคิดว่าสักวันฮันนิบาลอาจขึ้นมาแย่งชิงบัลลังก์ของตนไป และด้วยความไม่ไว้วางใจนี้เอง จึงทําให้อันติโอชุสเสียโอกาสในการเรียนรู้ประสบการณ์ของฮันนิบาลได้อย่างเต็มที่

1 ในปี 191 ก่อนคริสต์ศักราช อันติโอชุสได้นํากองทัพบุกขึ้นแผ่นดินกรีกเพียงลําพังโดยไม่ฟังคําทัดทานของ ฮันนิบาลซึ่งในเวลานั้นกรีกอยู่ใต้อํานาจของชาวโรมันแล้ว อันติโอชุสพาทัพไปติดกับที่ช่องเขาเธอร์โมไพลี (Thermopylae) อันเป็นช่องเขาเดียวกับที่ชาวเปอร์เซียเคยบุกขึ้นแผ่นดิน กรีกและติดกับดักชาวกรีกเมื่อหลายร้อยปีก่อนเช่นกัน ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฝ่ายโรมันนําทัพมาด้วยกําลังที่มากกว่าหลายเท่าตัว ที่นี่จึงกลายเป็นสุสานของทหารฝ่ายอันติโอชุสที่ล้มตายลงเป็นจํานวนมาก

แต่อันติโอซุสยังคงไม่เข็ดหลาบ ทําสงครามกับชาวโรมันอีกหลายครั้งหลายหนโดยที่ไม่ปรึกษา ฮันนิบาลซึ่งก็พ่ายแพ้ยับเยินกลับมาทุกครั้งจนต้องเสียเขตแดนไปมากมาย ในที่สุดก็ต้องยอมยุติความดื้อรั้นของตนมอบให้ฮันนิบาลไปตีเอาเขตแดนที่เสียไปคืนมา แต่ถึงเวลานี้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะทหารที่มีฝีมือเหลือน้อยเต็มที่ และฮันนิบาลก็เริ่มมีวัยมากขึ้น กําลังในเวลานั้นจึงไม่พร้อมในทุกๆด้าน แต่อันติโอชุสกลับใจร้อนเร่งรัดให้เขาไปตีเขตแดนที่ตนทําเสียไปกลับคืนมาโดยเร็ว

ปิดตำนาน ฮันนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) นักรบคาร์เธจผู้ยิ่งใหญ่

ปิดตำนาน ฮันนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) นักรบคาร์เธจผู้ยิ่งใหญ่

ฮันนิบาลนั้นรู้ชะตากรรมดีว่าสงครามครั้งนี้ต้องประสบกับความพ่ายแพ้กลับมา และก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อพ่ายแพ้สงครามครั้งนี้แล้ว ฮันนิบาลทราบว่าอันติโอชุสเตรียมจะหักหลังจับกุมตัวเขาส่งให้ชาวโรมันเพื่อแลกกับเขตแดนที่เสียไป ฮันนิบาลจึงหลบหนีไปที่เกาะครีต (Crete) ไม่ยอมกลับไปตามคําสั่งของอันติโอชุส แต่ภายหลังได้กลับไปที่อนาโตเลียอีกครั้งในปี 189 ก่อนคริสต์ศักราช โดยเดินทางไปบิธีเนีย (Bithynia) ซึ่งอยู่ติดกับทะเลดําที่กําลังขัดแย้งอยู่กับเปอร์กามอน (Pergamon) และสามารถช่วยบริธีเนียเอาชนะเปอร์กามอนได้สําเร็จ ชื่อเสียงของเขาจึงกลับมาอีกครั้ง

กล่าวกันว่าในการเอาชนะศึกเปอร์กามอนครั้งนั้น ฮันนิบาลให้ทหารนําโถที่เต็มไปด้วยงูพิษระดมโยนเข้าไปในเรือของข้าศึกจนปั่นป่วนไปทั้งเรือแล้วจึงฉวยจังหวะเข้าโจมตี แต่ถึงฮันนิบาลจะช่วยบริธีเนียเอาไว้อย่างไร ในที่สุดเขาก็ถูกหักหลังอีกเมื่อรู้ว่าโรมันกดดันให้บริธีเนียส่งตัวเขาให้แก่โรม ฮันนิบาลจึงหลบหนีอีกครั้งโดยกลับไปที่ไทร์แล้วจึงเดินทางต่อไปที่ลิบิสซา (Libyssa) ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลมาร์มารา (Marmara) ใกล้กับเมืองอิสตันบูล เมืองหลวงตุรกีปัจจุบันเพื่อไม่ให้ชาวโรมันจับตัว

แต่ระหว่างที่อยู่ในลิบิสซานี้ ฮันนิบาลรู้สึกเหนื่อยล้ากับการหนีต่อไปเรื่อยๆเช่นนี้ จึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงดีกว่ายอมให้พวกโรมันจับตัวได้สักวันด้วยการดื่มยาพิษ แต่ก่อนสิ้นลมนั้นฮันนิบาลได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งที่ตบหน้าชาวโรมันอย่างสะใจว่า “ให้ข้าได้เป็นผู้ปลดเปลื้องความทุกข์ใจของชาวโรมันซึ่งเฝ้ารออย่างอดทนที่จะเห็นชายแก่อย่างข้าจบชีวิตลงเสียที” ฮันนิบาล ผู้ทําให้ชาวโรมันผู้หยิ่งผยองได้รู้จักกับความหวาดกลัวอันแท้จริงเป็นครั้งแรกได้จบชีวิตของเขาลงในปี 183 ก่อนคริสต์ศักราช แต่ถึงแม้เขาจะจบชีวิตลงไปแล้ว ชาวโรมันก็ยังไม่เชื่อว่าฮันนิบาลจะตายไปแล้ว จริงๆ มีชาวโรมันมากมายที่เชื่อว่าฮันนิบาลมีชีวิตอันอมตะ ชื่อของเขายังคงเป็นที่หวาดกลัวของชาวโรมันอยู่เรื่อยมา แม้แต่ในสภาเองก็ยังหวาดกลัว

ในการประชุมสภาทุกครั้ง หากมีใครพูดวลี “ฮันนิบาลมาอยู่ที่ประตูแล้ว” นั่นถือเป็นการปลุกสติให้ทุกคนเห็นถึงภัยที่มาถึงหน้าประตูแล้ว ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ชาวโรมันยังสร้างรูปสลักของฮันนิบาล ไปตั้งไว้ทั่วทุกหัวมุมถนนในกรุงโรม เพื่อเป็นการเตือนประชาชนทุกคนให้คอยเฝ้าระวังภัยชาวคาร์เธจที่ครั้งหนึ่งเกือบเข้ามายึดโรมและอิตาลีได้อย่างที่ไม่เคยมีศัตรูของชาวโรมันคนใดสามารถทําได้เช่นนี้มาก่อน โดยอาจกล่าวได้ว่าที่ชาวโรมันเข้มแข็งขึ้นอย่างมากภายหลังจากสงครามพิวนิคครั้งที่ 2 จนไม่มีคนเผ่าพันธุ์ใดอีกแล้วที่จะสามารถต้านทานพลังอํานาจของชาวโรมันได้จึงสามารถสร้างตัวสร้างจักรวรรดิขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา ก็คือ ฮันนิบาล นักรบคาร์เธจผู้นี้เอง ที่เป็นผู้สอนให้ชาวโรมันมีความเข้มแข็งขึ้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet