สงครามพิวนิค (Punic) ความขัดแย้งระหว่างชาวโรมันและชาวคาร์เธจ

สงครามพิวนิค (Punic)

ภายหลังจากยุคสมัยของไดโดแล้ว คาร์เธจก็เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อมีชาวโรมันเกิดขึ้น ชาวโรมันก็เริ่มต้นสร้างความเจริญและแผ่อิทธิพลของตนขึ้นมาเรื่อยๆเช่นกัน จนในที่สุดก็สามารถเข้ายึดครองเขตแดนทั้งของชาวอีทรุสคัน (Etruscan) ชาวกรีก รวมไปถึงชนพื้นเมืองเผ่าพันธุ์ต่างๆได้สําเร็จและเป็นเจ้าครองคาบสมุทรอิตาลีได้ทั้งหมด ต่อจากนั้นชาวโรมันจึงได้เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลของตนจากคาบสมุทรอิตาลีลงมาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบ้าง เพื่อหวังขยายตลาดการค้าของตนให้แผ่ไพศาล และมั่งคั่งได้อย่างเช่นที่ชาวกรีกและชาวคาร์เธจประสบความสําเร็จมาก่อน

สงครามพิวนิค (Punic) ความขัดแย้งระหว่างชาวโรมันและชาวคาร์เธจ

สงครามพิวนิค (Punic)

จุดนี้เองที่ความขัดแย้งระหว่างชาวโรมันและชาวคาร์เธจหรือชาวพิวนิคได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งจุดปะทุในความขัดแย้งของทั้งสองนั้นเริ่มมาจากเรื่องการแย่งความเป็นเจ้าแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง โดยเริ่มขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างชาวโรมันกับชาวกรีกก่อนแล้วจึงลุกลามขยายเป็นสงครามระหว่าง 3 ชาติ คือโรมัน กรีก และ คาร์เธจ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นชาวกรีกมีอาณานิคมของตนตั้งอยู่ทตรงปลายคาบสมุทรอิตาลีเรียกว่า แมกนากรีเซีย (Magna Graecia) กับที่ ซีราคิวส์ (Syracuse) บนเกาะซิซิลี

เมื่อชาวโรมันเริ่มต้นแผ่ขยายอํานาจก็ต้องขับไล่กรีกออกจากแผ่นดินอิตาลี จึงนําทัพบุกลงไปที่แมกนากรีเซีย ซึ่งก็ทําให้ซีราคิวส์เกิดความหวั่นวิตกว่าพวกโรมันจะบุกเข้าตีซีราคิวส์ด้วย จึงได้ไปขอให้ เอไพรุส (Epirus) ที่เป็นแคว้นชาวกรีกแคว้นหนึ่งบนคาบสมุทรบอลข่านหรือคาบสมุทรกรีกให้นําทัพมาช่วย

แต่เมื่อทางเอไพรุสนําทัพเข้ามาแล้วก็กลับใช้โอกาสนี้ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่เหนือเกาะซิซิลีเสียเอง จากนั้นจึงเริ่มต้นแผนการโจมตีเมืองของชาวคาร์เธจซึ่งตั้งอยู่คนละฟากฝั่งเกาะซิซิลี เพื่อตนจะได้ครอบครองอํานาจเหนือเกาะแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่ชาวคาร์เธจได้ขอเจรจาโดยจะยอมละทิ้งเมืองอื่นๆบนเกาะซิซิลี เหลือเพียงเมืองลิลีบีอุม (Lilybaeum) หรือเมืองมาร์ซาลา (Marsala) ซึ่งตั้งอยู่สุดปลายเกาะด้านทิศตะวันตกของซิซิลีในปัจจุบันเท่านั้น เพื่อแลกกับการที่กรีกจะไม่รุกล้ำเข้ามาในเขตอิทธิพลของคาร์เธจย่านตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

โดยชาวคาร์เธจจะต้องยอมต่อเรือและมอบค่าใช้จ่ายในการทําสงครามให้แก่เอไพรุสด้วย เมื่อเอไพรุสจะทําศึกขับไล่ชาวโรมันไปจากแมกนากรีเซีย จากจุดนี้เองที่ทําให้ชาวโรมันนํามากล่าวหาชาวคาร์เธจว่าให้ความร่วมมือกับชาวกรีกในการทําสงครามกับชาวโรมัน แต่ถึงแม้ฝ่ายคาร์เธจจะยินยอมตามที่เอไพรุสขอ ในที่สุดเอไพรุสได้เป็นฝ่ายฉีกสัญญาทิ้งด้วยการเปิดศึกโจมตีเมืองลิลีบีอุมแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ กระทั่งในที่สุดเอไพรุสก็จําต้องถอนกองทัพออกจากซิซิลี เนื่องจากถูกประชาชนชาวกรีกในซิซิลีต่อต้านเสียเอง

การถอนทัพออกจากเกาะซิซิลีของเอไพรุสยังส่งผลให้สถานการณ์ของฝ่ายกรีกในแมกนากรีเซียเริ่มล่อแหลมขึ้นอีกด้วย จนในที่สุดฝ่ายกรีกก็ต้องเสียแมกนากรีเซียให้แก่โรมอย่างสิ้นเชิง จากจุดนี้เองที่ทําให้ชาวโรมันมีความคิดที่จะบุกข้ามไปยึดเกาะซิซิลีอีกด้วย ในขณะที่ทางซิซิลีชาวกรีกก็ยัง คงมีความขัดแย้งกับชาวคาร์เธจอย่างต่อเนื่อง แต่การเข้ามาของชาวโรมันนี้กลับทําให้ชาวคาร์เธจต้องหันไปจับมือกับซีราคิวส์เพื่อช่วยกันต่อต้านศัตรูใหม่เสียก่อน

การยกทัพเข้ามาเกาะซิซิลีของชาวโรมันนี้เองที่ทําให้สงครามยกแรกของ “สงครามพิวนิค (Punic Wars)” เริ่มต้นขึ้นในปี 264 ก่อนคริสต์ศักราช สงครามพิวนิคเกิดขึ้นด้วยกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างปี 264-241 ก่อนคริสต์ศักราช ครั้งแรกนี้ฝ่ายโรมันเป็นฝ่ายมีชัยจึงได้ครองเขตแดนของคาร์เธจบนเกาะซิซิลีทั้งหมด ยกเว้นเพียงซีราคิวส์ของชาวกรีก ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นระหว่างปี 218-201 ก่อนคริสต์ศักราช

ครั้งนี้ในช่วงแรกนั้น ชาวโรมันเป็นฝ่ายปราชัยในแทบจะทุกสมรภูมิ ส่วนฝ่ายคาร์เธจสามารถบุกขึ้นแผ่นดินอิตาลีและสามารถยึดเขตแดนต่างๆของชาวโรมันได้เกือบครึ่งค่อนประเทศ ซึ่งแม้แต่กรุงโรมก็หวุดหวิดที่จะเสียให้แก่คาร์เธจเช่นกัน ก่อนที่ชาวโรมันจะสามารถพลิกกลับมามีชัยด้วยการบุกเข้าตีเมืองหลวงคาร์เธจ

สงครามพิวนิคระหว่างคาร์เธจกับโรมครั้งแรกจะเป็นยุทธนาวีเสียส่วนใหญ่ สงครามพิวนิคครั้งที่ 2 ชาวโรมันจึงมีชัยอีกครั้ง แต่ก็เป็นชัยชนะท่ามกลางความเสียหายยับเยินของฝ่ายโรมัน ด้วยเหตุนี้จึงทําให้ชาวโรมันมีความแค้นฝังใจต่อชาวคาร์เธจถึงกับประกาศว่าจะต้องทําลายคาร์เธจให้ย่อยยับลงไปให้ได้ ซึ่งก็ทําให้เกิดสงครามพิวนิคครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 149-146 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งครั้งนี้คาร์เธจต้องถึงคราวล่มสลายลงตามคําประกาศของชาวโรมันจริง

เหตุการ์ตอนที่ฮันนิบาลพาทัพคาร์เธจข้ามเทือกเขาแอลป์สได้สำเร็จ

เหตุการ์ตอนที่ฮันนิบาลพาทัพคาร์เธจข้ามเทือกเขาแอลป์สได้สำเร็จ

สงครามพิวนิคครั้งแรกนั้นเป็นการสู้รบกันทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้ที่มีบทบาทสําคัญในสงครามครั้งนี้ของทางฝ่ายคาร์เธจคือ ฮามิลการ์ บาร์กา (Hamilcar Barca) ส่วนทางฝ่ายโรมันคือ มาร์คุส อทิลิอุส เรกุลส (Mar Cus Atilius Regulus) ฮามิลการ์ บาร์กา ก็คือบิดาของ ฮันนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) ผู้ที่เป็นฝันร้ายของชาวโรมันในสงครามพิวนิคครั้งที่ 2 นั่นเอง สงครามส่วนใหญ่เป็นยุทธนาวี

ช่วงแรกๆนั้นฝ่ายคาร์เธจมีชัยเหนือโรมัน จนกระทั่งต่อมาชาวโรมันเริ่มพัฒนาวิธีการรบโดยคิดค้นสะพานเชื่อมเรือที่เรียกว่า “คอร์คุส (Corvus)” ขึ้น โดยวิธีการก็คือเมื่อเรือโรมันเข้าเทียบเรือคาร์เธจก็จะชักสะพานลงไปเทียบเรือ แล้วทหารโรมันจึงกรูกันขึ้นไปบนเรือสังหารทหารคาร์เธจและจมเรือเสียจึงกลับไปที่เรือของตน ด้วยอาวุธอันเป็นไม้ตายเช่นนี้ทําให้ฝ่ายคาร์เธจคาดไม่ถึงจึงตั้งตัวไม่ทัน เรือคาร์เธจจึงจมลงลําแล้วลําเล่า จนในที่สุดคาร์เธจก็ขอเจรจาหย่าศึกโดยยอมทิ้งเมืองที่อยู่ บนเกาะซิซิลีทั้งหมดให้ชาวโรมัน ฝ่ายโรมันจึงครอบครองซิซิลีเกือบทั้งหมดยกเว้นเพียงซีราคิวส์ ซึ่งตอนแรกก็ร่วมกับชาวคาร์เธจต่อต้านโรมัน แต่การร่วมมือนั้นเป็นไปอย่างหลวมๆ

พอซีราคิวส์เห็นว่าโรมันเริ่มเป็นต่อจึงคิดเอาตัวรอดขอเป็นกลางเสีย แต่การยอมเจรจานั้นเป็นเรื่องของนักการเมืองในคาร์เธจเป็นผู้เจรจา ส่วนนักรบอย่าง ฮามิลการ์ บาร์กา นั้นไม่เห็นด้วย เขาจึงไม่ยอมนําทัพกลับคาร์เธจ แต่ไปตั้งไว้ที่คาบสมุทรไอบีเรียหรือบนแผ่นดินสเปนในปัจจุบันเพื่อพยายามรวบรวมกําลังขึ้นมาใหม่ที่นั่น ตั้งใจจะกลับไปทําสงครามกับชาวโรมันต่ออีกหน แต่เคราะห์ร้ายที่ในระหว่างกําลังสู้รบกับชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆในไอบีเรียเพื่อจะเกณฑ์กําลังพลชาวพื้นเมืองเหล่านั้นเข้าสู่กองทัพ ฮามิลการ์ก็เกิดพลาดท่าตกม้าและจมลงไปก้นแม่น้ำระหว่างบัญชาการรบจนเสียชีวิต

แต่ถึง ฮามิลการ์ บาร์กา จะเสียชีวิต ก็ยังคงมีคนสืบทอดปณิธานในการทําสงครามกับชาวโรมันต่อ คนแรกคือ ฮาสดรูบาล เธอะ แฟร์ (Has drubal the Fair) หรือ ฮาสดรูบาลผู้สง่างาม คําหลังนี้ก็คือฉายาที่เรียกเช่นนี้เพราะไม่มีบันทึกถึงนามสกุลของฮาสดรูบาลผู้นี้ ทราบแต่เพียงเป็นบุตรเขยของฮามิลการ์ที่สมรสกับบุตรสาวคนที่ 2 และ ฮาสดรูบาลผู้นี้ก็อยู่เคียงข้างฮามิลการ์ตลอดสงครามพิวนิคครั้งแรกอีกด้วย

เมื่อฮามิลการ์เสียชีวิต ผู้ที่ขึ้นมาสานงานต่อในทันทีก็คือฮาสดรูบาลผู้นี้เอง แต่ก็โชคร้ายอีกเมื่อ ฮาสครูบาล เธอะ แฟร์ ถูกลอบสังหารโดยทาสชาวพื้นเมืองหลังจากฮามิลการ์เสียชีวิตลง 7 ปี และผู้ขึ้นมารับช่วงต่อจึงเป็น ฮันนิบาล บาการ์ บุตรชายคนโตของฮามิลการ์ ผู้มีอาวุโสสูงสุดในครอบครัวเวลานั้น และถือเป็นผู้ที่ต้องรับช่วงคําสาบานต่อว่า “จะไม่ขอเป็นมิตรกับชาวโรมันไปชั่วลูกชั่วหลาน” ซึ่งคําคํานี้ฮามิลการ์เป็นผู้ประกาศไว้เป็นคนแรก โดยถือว่าเป็นมรดกสืบทอดต่อๆกันไปที่ลูกหลานตระกูลบาร์กาจะต้องยึดถือจนตัวตายเท่านั้น และเมื่อฮันนิบาลขึ้นสืบตําแหน่งต่อจึงได้นําแผนการบุกกรุงโรมซึ่งฮาสครูบาลวางไว้ก่อนจะเสียชีวิตมาดําเนินการต่อ โดยเริ่มจากการยึดครองไอบีเรียให้สําเร็จเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการบุกเข้าโจมตีหัวใจของชาวโรมันก็คือกรุงโรมนั่นเอง

การที่กองทัพคาร์เธจออกปราบเผ่าชาวพื้นเมืองในไอบีเรียเป็นเวลาหลายปีได้เริ่มทําให้ชาวโรมันเกิดความระแวง จึงหาข้ออ้างที่จะนําทัพเข้าไปในไอบีเรียบ้าง ซึ่งเวลานั้นโรมมีอาณานิคมบนคาบสมุทรไอบีเรียอยู่แห่งหนึ่งชื่อ ซากันตุม (Saguntum) ในปัจจุบันก็คือเมือง ซากันโต (Sagunto) ในจังหวัดวาเลนเซีย (Valencia) แต่การนําทัพโรมันเข้ามาไอบีเรียเช่นนี้ก็ถือเป็นโอกาสให้คาร์เธจนําทัพเข้าตีเมืองซากันตุมด้วยเช่นกัน ฮันนิบาลเข้าตีเมืองชากันตุมจนแตกในปี 218 ก่อนคริสต์ศักราช จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามพิวนิคครั้งที่ 2 ในปีนั้นด้วย

เมื่อสามารถยึดซากันตุมได้สําเร็จแล้ว ฮันนิบาลจึงรายงานไปยังคาร์เธจเพื่อขอกําลังสนับสนุน โดยต้องการจะให้คาร์เธจส่งเรือรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆมาให้ ซึ่งก่อนหน้านั้นนับตั้งแต่ฮามิลการ์ นําทัพบุกไอบีเรียนั้น คาร์เธจก็ไม่เคยให้การสนับสนุนแต่อย่างใดเลย โดยทางสภาคาร์เธจก็ถือเป็นภารกิจส่วนตัวของเขาเท่านั้น จนซากันตุมถูกฮันนิบาลตีแตกแล้วทางสภาคาร์เธจจึงได้เกิดเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ใช้โอกาสนี้รุกคืบต่อไป ส่วนอีกฝ่ายหวาดกลัวชาวโรมัน ไม่ต้องการทําสงครามกับชาวโรมันอีก ซึ่งฝ่ายที่ไม่ต้องการทําสงครามนั้นมีเสียงมากกว่าจึงไม่อนุมัติการทําสงครามหรือส่งกําลังใดๆไปให้แก่ฮันนิบาลอย่างเด็ดขาด

เมื่อเป็นดังนี้ฮันนิบาลจึงจําต้องละทิ้งเมืองซากันตุมไปด้วยความเสียดาย แล้วนําทัพกลับไปที่ คาร์ธาโก โนวา (Carthago Nova) หรือ คาร์ทาจินา (Cartagena) ในจังหวัดมูร์เซีย (Murcia) สเปนปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคาร์เธจที่ไอบีเรียในเวลานั้น เนื่องจากไม่มีกําลังเพียงพอที่จะ รักษาเมืองเอาไว้ได้หากชาวโรมันโถมกําลังกลับเข้ามาอีก

ยุทธศาสตร์การรบในสงครามพิวนิคครั้งที่ 2 นี้ เน้นที่การรบทางบก ซึ่งแผนนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่ ฮามิลการ์ บาร์กา แล้ว เนื่องจากน่านน้ำส่วนใหญ่ถูกชาวโรมันยึดครองไปหมดตั้งแต่ยึดเกาะซิซิลีได้ในครั้งนั้น แผนการโจมตีชาวโรมันครั้งใหม่จึงใช้เส้นทางทางบก โดยเดินทัพจากไอบีเรียผ่านเข้าไปในเขตของชาวกอล (Gaul) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในฝรั่งเศสเวลานั้น แล้วจึงข้ามเทือกเขาแอลป์สเข้าไปในคาบสมุทรอิตาลีจากทางเหนือ จากนั้นก็ตรงเข้าตีโรม

แต่ความยากก็คือการนําทัพจากไอบีเรียข้ามเข้าไปในแผ่นดินอิตาลีนั้นจะต้องผ่านขวากหนามต่างๆมากมายกว่าจะสามารถเข้าไปในอิตาลีได้ โดยนอกจากจะต้องเผชิญกับชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆตามรายทางซึ่งคงไม่ยอมให้ชาวคาร์เธจเดินทัพผ่านเขตแดนตัวเองไปง่ายๆอย่างแน่นอนแล้ว เส้นทางที่ใช้ในการบุกครั้งนี้ยังต้องผ่านทั้งแม่น้ำและขุนเขามากมาย โดยเฉพาะเทือกเขาแอลป์สที่สูงชันซึ่งไม่สามารถนําทัพจํานวนมากฝ่าข้ามไปได้ง่ายๆ และที่สําคัญคือทัพช้างแอฟริกันที่มักร่วมอยู่ในทุกยุทธภูมิของชาวคาร์เธจ ซึ่งการเลือกเส้นทางอันยากลําบากและแสนทุรกันดารเช่นนี้ เหตุผลหลักก็คือหลีกเลี่ยงการจับตาของชาวโรมันที่ชาวโรมันคงคาดไม่ถึงว่าคาร์เธจจะเลือกบุกเข้าตีพวกตนด้วยเส้นทางนี้

ฮันนิบาล นําทัพออกจากคาร์ธาโกโนวาในปี 218 ก่อนคริสต์ศักราช โดยเดินทางข้ามแม่น้ำไอบีรุส (lberus) หรือ เอโบร (Ebro) ในปัจจุบัน แล้วข้ามเทือกเขาพี่รินิส (Pyrenees) เข้าสู่เขตแดนกอล จากนั้นก็ข้ามเทือกเขาแอลป์ส (Alps) อีกทอดหนึ่งก็จะเข้าสู่แผ่นดินอิตาลีได้ และหากข้ามแม่น้ำ อาร์โน (Arno) ไปได้ก็ใกล้ถึงโรมแล้ว กองทัพของฮันนิบาลพร้อมทัพจากเมืองต่างๆในไอบีเรียที่ขึ้นกับคาร์เธจเมื่อเริ่มเดินทางจากไอบีเรียมีจํานวนเท่าใดไม่มีการระบุชัด แต่พอเดินทางไปเรื่อยๆจํานวนคนที่เพิ่มมากขึ้นตามระยะทาง เนื่องจากฮันนิบาลใช้วิธีเข้าตีเมืองตามรายทางตั้งแต่ข้ามแม่น้ำ ไอบีรุส แล้วเกณฑ์คนหนุ่มๆจากเมืองที่ดีได้ร่วมทัพไปด้วยตลอดทาง จนถึงเทือกเขาแอลป์สก็มีจํานวนทหารหลายแสนคนแล้ว

แต่หลังจากข้ามเขามาได้จํานวนทหารก็ลดลงไปเป็นจํานวนมากเช่นกัน เนื่องจากการข้ามเขาที่สูง ซันอย่างเทือกเขาแอลป์สแล้วยังอากาศหนาวเหน็บถึงที่สุดอีก ทําให้ทหารรวมทั้งช้างม้าจํานวนมากต้องล้มตายลงด้วยเส้นอันทุรกันดารนี้ เหตุการณ์ตอนที่ฮันนิบาลพาทัพคาร์เธจข้ามเทือกเขาแอลป์สนี้เองที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงกันอยู่เป็นประจําไม่ว่าจะวงการไหนๆก็ตาม

เนื่องจากเหตุการณ์นี้นับเป็นความอัศจรรย์อย่างที่สุดในพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่ใช่แต่เพียงแค่ฮันนิบาลคนเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนทั้งหมดซึ่งร่วมทัพคาร์เธจฝ่าข้ามเทือกเขาแอลป์ไปด้วยกันในครั้งนั้น เพราะได้แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะและมุมานะอย่างสูงสุดของมนุษย์ที่ต้องการเอาชนะอุปสรรคใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวความยากลําบากแสนสาหัสแต่อย่างใด ถึงแม้จะประเมินได้ว่าทางข้างหน้ามีความตายรออยู่ แต่ก็ยังพยายามเอาชนะความกลัว และสามารถฝ่าข้ามอันตรายจนได้ ถึงผลลงเอยจะมีความสูญเสียอย่างมากมายมหาศาลเพียงไร แต่ก็ยังถือว่าเป็นความสําเร็จอันยิ่งใหญ่อยู่ดี

ตามบันทึกทั่วไปนั้นมีการกล่าวถึงการสูญเสียกําลังพลทั้งคนและสัตว์ภายหลังจากที่ฮันนิบาลฝ่า ข้ามเทือกเขาแอลป์สมาได้แล้วว่า ก่อนที่ฮันนิบาลจะเริ่มนําทัพข้ามเขานั้น เขามีจํานวนทหารเดินเท้า 38,000 นาย ทหารม้า 8,000 นาย กับช้างศึกอีก 38 เชือก แต่พอข้ามเขามาได้จํานวนทหารเดินเท้าเหลือเพียง 20,000 นาย ทหารม้า 4,000 นาย กับช้างศึกอีกจํานวนหนึ่งเท่านั้น

จํานวนที่สูญเสียไปทั้งหมดนั้นต้องสังเวยให้กับเส้นทางอันทุรกันดาร ซึ่งต้องเดินไปตามเหลี่ยมเขาและหน้าผาที่สูงชัน ทั้งทหารและช้างม้าต่างสะดุดกับหินและเดินพลาดจนตกหน้าผาไปตลอดทาง และก็จํานวนมากที่ทนอากาศอันหนาวเหน็บไม่ได้ ซึ่งบ้างก็เจ็บป่วยจนต้องจบชีวิตลงบนเทือกเขาก็มี และที่สําคัญคือการเดินทัพข้ามเทือกเขาแอลป์สโดยมีช้างร่วมทัพไปด้วยเช่นนี้ไม่เคยมีใครเคย ทํามาก่อน แม้แต่จะนําทัพคนธรรมดาฝ่าข้ามเขาไปก็ยังทําได้อย่างยากเย็น การที่ฮันนิบาลสามารถนําช้างข้ามเทือกเขาแอลป์สได้สําเร็จ ถึงแม้จะต้องเสียช้างศึกไปเป็นจํานวนหลายเชือกจึงถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet