จุดจบของ โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีผู้ถูกทรยศและประหารด้วยการเผาทั้งเป็น

โจน ออฟ อาร์ค

แต่ โจน ออฟ อาร์ค มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะยึดปารีสให้สําเร็จ เพราะถือว่าภารกิจของเธอที่รับบัญชาจากพระเจ้ายังไม่สิ้นสุด การที่จะผลักดันอังกฤษออกไปจากดินแดนฝรั่งเศสให้หมดอย่างถาวรก็ต้องยึดปารีสให้ได้เสียก่อน ชาร์ลส ที่ 7 จึงอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย หากพระองค์ไม่สนับสนุน โจน ออฟ อาร์ค ต่อไป ก็จะต้องผิดต่อเธอที่สามารถพาพระองค์ขึ้นนั่งบัลลังก์จนสําเร็จ แต่ศึกสงครามก็เสี่ยงอย่างมากตามที่เหล่าขุนนางกล่าวไว้อีกเช่นกัน

จุดเริ่มต้นภารกิจและจุดจบในชีวิต

จุดจบของ โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีผู้ถูกทรยศและประหารด้วยการเผาทั้งเป็น

การยึดปารีสคืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ศัตรูคงไม่ยอมปล่อยปารีสไปง่ายๆเช่นกัน แต่เพื่อไม่ให้ โจน ออฟ อาร์ค สูญเสียความตั้งใจ ดังนั้นพระองค์จึงเลือกที่จะมอบกําลังทหารเพียงส่วนหนึ่งก่อนสําหรับบุกปารีส โดยรับปากว่าจะส่งกําลังหนุนตามไปภายหลังเมื่อเธอถึงปารีสแล้ว การทําเช่นนี้เท่ากับ ชาร์ลส ที่ 7 ตัดสินใจจะยุติการสู้รบไม่คิดยึดปารีสคืนตามที่พวกขุนนางรบเร้า และการตัดสินของพระองค์ครั้งนี้อีกเช่นกันที่ทําให้ โจน ออฟ อาร์ค เริ่มเดินเข้าสู่บทเริ่มต้นของจุดจบทั้งในด้านภารกิจและชีวิตของเธอ

โจน ออฟ อาร์ค นําทัพเข้าตีปารีสในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1429 ซึ่งในขณะที่ ชาร์ลส ที่ 7 ส่งเธอเข้าตีปารีสนั้น อีกทางหนึ่งกลับส่งคนไปติดต่อกับฝ่ายอังกฤษเพื่อขอเจรจาสงบศึก และสัญญาที่จะส่งกําลังหนุนไปให้กับเธอระหว่างเข้าตีปารีสนั้นก็ไม่มีการปฏิบัติ ไม่เพียงเท่านั้น ชาร์ลส ที่ 7 ยัง สั่งนายทหารในกองทัพคนอื่นๆนํากําลังทหารกลับมาอีกด้วย

การทําเช่นนี้ เท่ากับเป็นการทิ้ง โจน ออฟ อาร์ค ให้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแต่เพียงลําพัง แต่ถึงจะถูกลอยแพเช่นนี้เธอก็ยังดึงดันที่จะตีปารีสให้ได้ตามปณิธานที่ตั้งไว้ แม้จะไม่มีใครตามหลังเธอบุกเข้าไปอีกแล้วก็ตาม โดยเธอไม่รู้เลยว่ากําลังถูกหักหลังโดยคนที่เธอต่อสู้ให้ด้วยจิตใจมุ่งมั่น แต่ที่น่าเวทนาก็คือเธอไม่รู้ตัวเลยว่ากําลังตกลงไปในกับดักที่ขุดล่อเอาไว้เพื่อจะกําจัดเธอ

โดยฝ่าย ฝรั่งเศสได้ติดต่อกับอังกฤษให้อังกฤษจับกุมเธอไว้ในช่วงที่กองทัพฝรั่งเศส ได้รับคําสั่งให้ล่าถอยออกจากกําแพงเมืองปารีส แม้แต่เหล่าทหารที่ติดตามเธอและเชื่อมั่นในตัวเธอเมื่อได้รับคําสั่งจากกษัตริย์ก็ไม่อาจปฏิเสธ พวกเขาจําเป็นต้องถอยออกมา ปล่อยให้ โจน ออฟ อาร์ค บุกเข้าไปตามลําพังจนถูกลูกธนูยิงเข้าใส่ได้รับบาดเจ็บ และถูกทหารอังกฤษจับกุมในทันที

การสู้รบที่ปารีสดําเนินไปเป็นเวลา 6 เดือน ในที่สุด โจน ออฟ อาร์ค ก็จนมุม ดยุกแห่ง เบอร์กันดี ซึ่งเป็นผู้ยึดปารีสไว้ส่งกองทหารกองหนึ่งมาควบคุมตัวเธอในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1430 จากนั้นจึงส่งตัวไปให้แก่ฝ่ายอังกฤษที่ตั้งค่าหัวเธอเอาไว้ แต่มีบันทึกประวัติศาสตร์บางแห่งกล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ โจน ออฟ อาร์ค ตกอยู่ในมือของเบอร์กันดีนั้น

ชาร์ลส ที่ 7 ก็ยังพยายามจะขอไถ่ตัวเธอคืนด้วยเช่นกันแต่เบอร์กันดีไม่ยินยอม จึงส่งตัวเธอให้กับอังกฤษที่ต้องการตัวเธออย่างมาก ซึ่งทางอังกฤษได้ให้ ปิแอร์ โคชอง (Pierre Cauchon) บิชอปแห่ง โบไวส์ (Beauvais) ผู้ซึ่งเป็นทั้งพระและที่ปรึกษาของกองทัพอังกฤษในสงครามครั้งนั้นเป็นผู้ควบคุมเธอ โดยถูกนําไปคุมขังไว้ที่ปารีสเพื่อรอการไต่สวน

จุดจบของ โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีผู้ถูกทรยศและประหารด้วยการเผาทั้งเป็น

จุดจบของ โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีผู้ถูกทรยศและประหารด้วยการเผาทั้งเป็น

แรกทีเดียวนั้นทางอังกฤษได้พยายามกล่าวหาเธอด้วยข้อหาว่าเป็นแม่มด ใช้ไสยศาสตร์ในการสู้รบจนใครๆหลงไปว่ามันคือปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักหน่วงรุนแรงอย่างมากในยุคสมัยนั้น โดยมีโทษสถานเดียวคือการประหารด้วยการเผาทั้งเป็น ในช่วงระยะ เวลา 6 เดือนที่เธอถูกคุมขัง ฝ่ายอังกฤษพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างเพื่อให้ยอมรับสารภาพแต่โดยดีว่าเธอเป็นแม่มด แต่ก็ไม่เป็นผล โจน ออฟ อาร์ค ยังคงพูดถ้อยคําซ้ำๆว่าเธอได้รับคําบัญชาจากพระเจ้า

ในที่สุด โจน ออฟ อาร์ค ก็ถูกส่งตัวไปให้กับฝ่ายศาสนจักรจัดการในเดือนมกราคม ค.ศ. 1431 เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาที่ใช้อํานาจทางการเมืองมาจัดการกับเธอเมื่อไม่สามารถกล่าวหา โจน ออฟ อาร์คว่ามีการกระทําอันเป็นแม่มดได้สําเร็จ โดยส่งตัวเธอไปที่เมืองรออง (Rouen) ให้คริสตจักรซึ่ง เป็นฝ่ายอังกฤษกระทําการไต่สวนต่อ

โดยคริสตจักรตั้งข้อหาใหม่ให้กับเธอว่าเป็นบุคคลนอกศาสนากระทําการนอกรีตแทน โดยนําการกระทําต่างๆที่ผิดจารีตประเพณีของเธอมากล่าวอ้าง ตั้งแต่การแต่งกายในชุดของผู้ชาย การขี่ม้าบัญชาการรบ ตลอดจนการเป็นหญิงสาวแต่ถือธงศาสนาพล่านไปทั่วทั้งสนามรบเช่นนี้ ไม่เคยมีหญิงสาวคนใดกระทํามาก่อนในประวัติศาสตร์

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ล้วนถูกตั้งขึ้นใหม่เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า โจน ออฟ อาร์ค เป็นผู้มีพฤติกรรมนอกรีตนอกศาสนาทั้งสิ้น การไต่สวน โจน ออฟ อาร์ค ครั้งนั้น นับเป็นการไต่สวนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์การไต่สวนของคริสตจักรครั้งหนึ่ง เป็นเพราะชื่อเสียงของสาวน้อยแห่งออเลอองส์ กับปาฏิหาริย์ในการสู้รบของเธอนั่นเองที่ขจรขจายไปทั่วทั้งยุโรปอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นจึงทําให้ผู้คนต่างต้องการเห็นใบหน้าของเธอ และเดินทางมาจากที่ต่างๆเพื่อร่วมฟังคําไต่สวนซึ่งจัดในที่สาธารณะ

แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายศาสนาจะอ้างอย่างไรก็ตาม โจน ออฟ อาร์ค ยังคงกล่าวอย่างองอาจว่าพระเจ้ามาพบกับเธอจริง จนเมื่อทางฝ่ายศาสนาก็ยังไม่ประสบความสําเร็จในการทําให้เธอสารภาพว่าเป็นคนนอกรีตได้ จึงหันมาโจมตีในเรื่องที่ โจน ออฟ อาร์ค เชื่อว่าเห็นนิมิตและได้ยินเสียงก้องในหูให้เธอกระทําการขับไล่อังกฤษว่าเป็นเสียงของปีศาจไม่ใช่เสียงของพระเจ้าตามที่อ้าง แต่เธอยังคงยืนยันว่านั่นคือเสียงของพระเจ้าอยู่ดี ความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้าของเธอนี้ได้ทําให้เมื่อฝ่ายศาสนาชักใช้ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าการกล่าวหาเธอครั้งนี้ถูกต้องหรือไม่

คณะสงฆ์ต่างเริ่มไม่มั่นใจและคล้อยตามว่าเธออาจเห็นพระเจ้าจริงก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม การไต่สวนครั้งนี้เป็นคดีการเมืองมากกว่าทางศาสนา จอห์น แห่ง เบดฟอร์ด ได้ตั้งธงไว้แล้ว คณะสงฆ์ที่ทําการไต่สวนจึงเป็นฝ่ายอังกฤษทั้งหมด แม้คณะสงฆ์จะเริ่มไม่มั่นใจในข้อกล่าวหานี้ แต่ในที่สุดจึงมีคําตัดสินออกมาว่า โจน ออฟ อาร์ค นอกรีตจริง

แต่การไต่สวน โจน ออฟ อาร์ค ครั้งนั้นไม่มีความเป็นธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนประชาชนบางส่วนเริ่มเห็นใจเธอที่ถูกไล่ต้อนเพื่อให้รับสารภาพตามที่ฝ่ายสงฆ์ต้องการ และเมื่อถูกกดดันอย่างหนัก โจน ออฟ อาร์ค ก็กล่าวคําประณามและสาปแช่งคณะสงฆ์ที่กล่าวหาเธออย่างไม่เป็นธรรมว่า “พวกที่ เข้าข้างอังกฤษทั้งหมดขอให้ได้รับความวิบัติ” จากถ้อยคํานี้จึงถูกคณะสงฆ์นํามาใช้เป็นหลักฐานตัดสินว่าเธอนอกรีตทําลายศาสนา และต้องได้รับโทษประหารด้วยการเผาทั้งเป็น

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1431 ในช่วงระหว่างที่มีการไต่สวน โจน ออฟ อาร์ค นี้ ประชาชนในเขตของฝรั่งเศสได้พยายามเรียกร้องให้ ชาร์ลส ที่ 7 เข้าไปให้ความช่วยเหลือเธอออกจากเงื้อมมือของ อังกฤษด้วย โดยที่ผู้คนตามเมืองต่างๆยังได้ออกเรี่ยไรทรัพย์สินเพื่อนํามาใช้เป็นค่าไถ่ตัว โจน ออฟ อาร์คจากอังกฤษอีกด้วย แต่เงินเหล่านั้นกลับไม่ถึงมืออังกฤษแม้แต่แดงเดียว กลับไปตกอยู่ในมือของพวกขุนนางทุจริตในฝ่ายฝรั่งเศสเองจนหมดสิ้น

จากเหตุการณ์เหล่านี้ทําให้เห็นได้ว่าประชาชนชาวฝรั่งเศสในเวลานั้นมีความศรัทธาต่อ โจน ออฟ อาร์ค มากมายเพียงใด ซึ่งก็ด้วยเหตุนี้เองที่อังกฤษต้องกําจัดเธอไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อฝ่ายตน และเพื่อทําลายศรัทธาของชาวฝรั่งเศสลงให้ได้ โดยเฉพาะศรัทธาของเหล่าทหารในกองทัพฝรั่งเศสที่มีต่อเธอ

แต่ถึงแม้ว่าอังกฤษจะกําจัด โจน ออฟ อาร์ค ลง ได้ก็ไม่ได้ทําให้โชคชะตาเข้าข้างฝ่ายอังกฤษแต่อย่างใด การเสียชีวิตของเธอกลับช่วยปลุกชาวฝรั่งเศสให้ออกมาต่อต้านอังกฤษไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ที่ปารีสเองก็ยังมีการลุกฮือขึ้นโจมตีทหารอังกฤษและเบอร์กันดีที่ยึดครองปารีสด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์ที่อังกฤษประหาร โจน ออฟ อาร์ค ด้วยการเผาทั้งเป็นโดยการใส่ความว่าเธอว่าเป็นคนนอกรีตอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ยังได้ปลุกสํานึกให้ ชาร์ลส ที่ 7 นํากองทัพออกต่อสู้กับอังกฤษอย่างเต็มที่อีกครั้ง ในขณะที่ฝ่ายอังกฤษก็ได้รับพ่ายแพ้ไปเรื่อยๆอย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน กระทั่งในที่สุด อังกฤษจึงเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอขอเจรจาสงบศึกเอง โดยยินยอมคืนปารีสให้แก่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1435

ในเวลาเดียวกันทางเบอร์กันดีก็เริ่มมีท่าทีว่าจะถอนตัวจากการเป็นพันธมิตรกับอังกฤษอีกด้วย พอถึงปี ค.ศ. 1949 ฝรั่งเศสก็สามารถเข้ายึดรูอองกลับคืนได้เป็นผลสําเร็จ จากนั้นจึงเริ่มต้นแผนการยึด คืนกาสซองนี้ แคว้นสุดท้ายซึ่งยังคงอยู่ในการยึดครองของอังกฤษ โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1450 ไปจนถึงปี ค.ศ. 1453 กาสซองนี้ทั้งหมดจึงตกเป็นของฝ่ายฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ สงคราม 100 ปีนับจากปี ค.ศ. 1337 จึงสิ้นสุดลง แม้ว่าฝ่ายอังกฤษจะยังพยายามรุกกลับอย่างไรก็ไม่เป็นผล

ในที่สุดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสในครั้งนั้นจึงต้องยุติลงโดยปริยาย ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทําให้อังกฤษต้องยอมยุติสงครามก็เนื่องจากความขัดแย้งในราชบัลลังก์ของอังกฤษเอง ได้เกิดการยื้อแย่งบัลลังก์กษัตริย์ระหว่าง 2 ตระกูลที่มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์จนทําให้เกิดสงครามระหว่างตระกูลขึ้นที่เรียกว่า “สงครามดอกกุหลาบ (War of the Roses)” และสิ้นสุดราชวงศ์แพลนตาจีเนตลง ส่วนฝรั่งเศสนั้นราชวงศ์วาลัวส์ ก็สืบทอดบัลลังก์ได้โดยสมบูรณ์

ภายหลังสิ้นสุดสงคราม ชาร์ลส ที่ 7 ได้พยายามสอบสวนคณะสงฆ์ที่ทําการไต่สวน โจน ออฟ อาร์ค อย่างไม่ยุติธรรมครั้งนั้น แต่ ปิแอร์ โคชอง หัวหน้าคณะสงฆ์ที่ทําการพิพากษา โจน ออฟ อาร์ค นั้นรอดการสอบสวนไปได้เนื่องจากได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1442 ไปแล้ว พอถึงปี ค.ศ. 1945 ครอบครัวของ โจน ออฟ อาร์ค พยายามถวายฎีกาต่อ ชาร์ลส ที่ 7 อีกครั้ง เพื่อทําการไต่สวนข้อหาของเธอขึ้นใหม่โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมฟังเช่นครั้งก่อน เพราะต้องการลบล้างคํากล่าวหาเธออย่างไม่เป็นธรรมในครั้งนั้นให้หมดจด

ซึ่ง ชาร์ลส ที่ 7 ได้ขอให้คริสตจักรโรมเข้ามาดูแลการไต่สวนในครั้งนี้ด้วย สันตะปาปา คาลลิกซ์ตุส ที่ 3 (Pope Calixtus II) จึงได้ตั้งคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เข้าดูแลและเปิดการไต่สวนเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้นใหม่อีกครั้ง กระทั่งปี ค.ศ. 1456 จึงมีผลออกมา พระสันตะปาปา คาลลิกซ์ตุส ที่ 3 ได้ประกาศให้โจน ออฟ อาร์ค คือผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาทั้งปวง ซึ่งไม่เพียงแต่ลบล้างมลทินให้แก่เธอเท่านั้น ชื่อของ โจน ออฟ อาร์ค ยังได้รับการจารึกให้เป็นวีรสตรีผู้พาฝรั่งเศสพ้นภัยด้วยศรัทธาที่มีต่อศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้าอีกด้วย และครอบครัวของเธอยังได้รับเกียรติจากวีรกรรมอันกล้าหาญของเธอด้วยเช่นกัน

จากวีรกรรมของ โจน ออฟ อาร์ค ในครั้งนั้นจึงกล่าวได้ว่า เธอมีส่วนสําคัญอย่างมากที่ทําให้สงคราม 100 ปีที่สู้รบกันมาเป็นเวลานานสามารถยุติลงได้ และหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงไปเป็นเวลา 500 ปี ในปี ค.ศ. 1909 ได้ มีการนําเรื่องของเธอกลับมาพิจารณาใหม่โดยพระสันตะปาปา ปิอุส ที่ 10 (Pop Pius X) และเสนอชื่อ โจน ออฟ อาร์ค ต่อสภาคริสตจักรคาทอลิกเพื่อมอบเกียรติแก่เธอ

จนกระทั่งล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1920 พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 15 (Pope Benedict XV) จึงได้ประกาศยกย่อง โจน ออฟ อาร์ค ขึ้นเป็นนักบุญ (Saint) และประกาศให้มีวันรําลึกถึงนักบุญ โจน (Saint Joan) ในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมในทุกปี

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet