โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้า

สงคราม 100 ปี

วีรสตรีผู้นําหน้ากองทัพฝรั่งเศสออกรบจนได้รับชัยชนะสมรภูมิแล้วสมรภูมิเล่าทั้งที่เวลานั้นฝรั่งเศสกําลังเข้าตาจนที่ไม่สามารถชนะชาวอังกฤษซึ่งบุกเข้ามายึดครองแผ่นดินฝรั่งเศสได้ ในเหตุการณ์ “สงคราม 100 ปี” อันเป็นสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษที่ครั้งนั้นอังกฤษยกทัพเข้ามาทําศึกสงครามบนแผ่นดินฝรั่งเศสเป็นเวลา 100 กว่าปี เพื่อหมายที่จะยึดครองบัลลังก์ฝรั่งเศส โดยมีพันธมิตรของอังกฤษคือแคว้นต่างๆในฝรั่งเศสเข้าร่วมช่วงชิงบัลลังก์ในครั้งนี้ด้วย จนกระทั่งฝ่ายอังกฤษสามารถยึดครองเขตแดนฝรั่งเศสไปได้เกือบครึ่ง แม้แต่ปารีสก็ยังถูกยึดครองไปด้วย

สงครามเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1337 สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับราชวงศ์ฝรั่งเศสในการอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์ฝรั่งเศส โดยเริ่มจากอังกฤษได้เข้ายึดครอง กูเยนน์ (Guyenne) ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ก่อนแล้วรุกขยายออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1360 อังกฤษก็ยึดไปได้เกือบครึ่งแล้ว เมื่อมีพันธมิตรแคว้นต่างๆเข้ามาช่วยทางฝ่ายอังกฤษ

สงครามดําเนินมาจนกระทั่งผ่านสมัยกษัตริย์ฝรั่งเศส 4 องค์ก็ยังคงสู้รบกันอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1422 เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 6 (Charles VI) แห่งฝรั่งเศสสิ้นพระชนม์ลง และ ชาร์ลส ที่ 7 (Charles VI) ผู้เป็น โดแฟง (Dauphin) หรือรัชทายาทก็ยังไม่อาจที่จะกระทําพิธีสืบ ตําแหน่งกษัตริย์ได้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากสงครามกําลังสู้รบติดพันอยู่ และฝรั่งเศสก็กําลังตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกครั้ง ทั้งที่สามารถยึดคืนเขตแดนกลับมาได้หลายแห่งแล้วก่อนหน้านี้ แต่ปารีสก็กลับถูกยึดไปได้อีก

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้า

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้า

เวลานั้นฐานที่มั่นของฝรั่งเศสอยู่ที่เมืองออเลอองส์ (Orleans) ซึ่งฝ่ายอังกฤษก็กําลังรุกเข้ามาใกล้ออเลอองส์ทุกขณะอีกด้วย ถ้าหากต้องเสียเมืองนี้ให้แก่อังกฤษก็คงไม่เหลือที่ยืนอีก และบัลลังก์ฝรั่งเศสก็คงต้องตกเป็นของอังกฤษไปอย่างแน่นอน และในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันใกล้ปราชัยอยู่นี้เองก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

เมื่อ โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) สาวน้อยลูกชาวนาจากโดมเรมี (Domremy) เมืองชนบทแห่งหนึ่งในกรองแตสต์ (Grand Est) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสได้ปรากฏตัวขึ้นที่ออเลอองส์ มาขอเข้าพบ ชาร์ลส ที่ 7 โดยอ้างว่าตนได้รับคําสั่งจากพระเจ้าให้มาปกป้องฝรั่งเศส ทั้งที่เธอไม่เคยรู้เรื่องการรบหรือการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย

แต่ด้วยใจอันแน่วแน่ในศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้น นางขออาสา ชาร์ลส ที่ 7 ออกนําทัพต่อสู้กับอังกฤษจนกระทั่งทุกคนต้องประจักษ์กับปาฏิหาริย์ เมื่อเธอสามารถพาทหารฝรั่งเศสปกป้องออเลอองส์ได้สําเร็จจนอังกฤษต้องล่าถอยกลับไป จากจุดเปลี่ยนนี้เองจึงทําให้ ชาร์ลส ที่ 7 สามารถทําพิธีสวม มงกุฏขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์โดยสมบูรณ์

ขณะเดียวกัน โจน ออฟ อาร์ค ก็คือขวัญและกําลังใจทั้งหมดที่ปลุกให้ทหารฝรั่งเศสซึ่งกําลังอ่อนล้าและสิ้นหวังต่างลุกขึ้นสู้ด้วยความฮึกเหิมอีกครั้งหนึ่ง และเดินตามสาวน้อยผู้นี้ไปทั่วทุกสมรภูมิเพื่อนําชัยชนะกลับมา จนกระทั่งชื่อของเธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย ภาพของสาวน้อยในชุดเกราะถือธงนํากองทัพฝรั่งเศสเฉกเช่นขุนพลผู้กรําศึกกลายเป็นภาพที่พลิกชะตากรรม 

โจน ออฟ อาร์ค “สาวน้อยแห่งออเลอองส์” ผู้นําชัยชนะมาให้แก่ฝ่ายฝรั่งเศสให้กับฝรั่งเศส แต่ขณะเดียวกันกลับกลายเป็นภาพที่ฝ่ายอังกฤษไม่ต้องการจะเห็น เพราะภาพเช่นนี้เมื่อปรากฏขึ้นที่ใดที่นั่นก็คือความพ่ายแพ้ของฝ่ายอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย จนกระทั่งอังกฤษต้องตั้งค่าหัวขึ้นอย่างงามให้แก่ใครก็ตามที่สามารถจับตัวนางมาขึ้นตะแลงแกงของอังกฤษได้

เรื่องของสาวน้อยผู้สร้างปาฏิหาริย์ผู้นี้ไม่ใช่เพียงตํานานหรือนิทานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องราวจริง และมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หลายแห่งด้วย โดยกล่าวถึงเธอไว้ในชื่อที่ต่างกัน นอกจาก โจน ออฟอาร์ค หรือ โจน แห่ง อาร์ค แล้ว ก็ยังมีชื่อ สาวน้อยแห่งออเลอองส์ (Maid of Orleans) ส่วนในภาษาฝรั่งเศสนั้นเรียกเธอว่า ฌาน ดาร์ค (Jeanne d’Arc) เธอเกิดใน ปี ค.ศ. 1912 ส่วนที่มาของชื่อ โจน ออฟ อาร์ค นี้ไม่มีการบันทึกไว้ชัดเจนนัก แต่มีบางแห่งเชื่อว่าอาจมาจากคําเรียกในฐานะที่เธอเป็นสตรีแต่อาสาออกรบเยี่ยงบุรุษ

พวกทหารจึงนําคําว่า “อาร์ค (Arc)” ที่หมายถึงส่วนโค้งของสตรี มาใช้เรียกเธอในกองทัพ หรือบ้างก็ว่ามาจากเงาของเธอซึ่งปรากฏขึ้นตรงใต้ “อาร์ค (Arc)” หรือซุ้มโค้งของประตูคราวที่เธอปรากฏกายขึ้นเมื่อมาขอเข้าพบ ชาร์ลส ที่ 7 แต่ในบางแห่งก็ว่ามาจากคําว่า “อาร์ค (Arc)” ซึ่งแปลว่า ประกายไฟที่จุดประกายชีวิตให้กับฝรั่งเศสอีกครั้ง หรือบ้างก็ว่าน่าจะมาจากคําว่า “อาคาเดีย (Arcadia)” ที่หมายถึงแดนสุขาวดีก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเป็นความหมายที่แท้จริง

จุดเริ่มต้นของสงคราม 100 ปี ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส

จุดเริ่มต้นของสงคราม 100 ปี ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส

สงคราม 100 ปีเกิดขึ้นจากการพยายามแย่งชิงราชบัลลังก์ฝรั่งเศส เมื่อสิ้นกษัตริย์ชาร์ลสที่ 4 รูปงาม (Charles IV the Fair) แห่งราชวงศ์กาเปเตียง (Capetian) ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1328 พระองค์ไม่มีทายาทชายสืบบัลลังก์ เหล่าขุนนางจึงเลือกเชื้อสายกษัตริย์ของราชวงศ์นี้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่คือ ฟิลิป ที่ 6 แห่ง วาลัวส์ (Philip Vl of Valois) และถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์กาเปเตียงลงที่ชาร์ลส ที่ 4 โดยเริ่มราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์วาลัวส์ (Valois) 

ความยุ่งยากระหว่างที่มีการเปลี่ยนราชวงศ์นี้เองจึงทําให้อังกฤษอ้างสิทธิ์เข้ามาช่วงชิงบัลลังก์ฝรั่งเศสอีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากเชื้อสายราชวงศ์ที่ครองบัลลังก์อังกฤษในเวลานั้นคือราชวงศ์แพลนตาจีเนต (Plantagenet) ก็สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน โดยกษัตริย์อังกฤษในเวลานั้นคือ เอ็ดเวิร์ด ที่ 3 (Edward II) เป็นโอรสของราชินีอิสซาเบลลา (Isabella) ซึ่งเป็นธิดากษัตริย์ฟิลิปที่ 4 รูป งาม ดังนั้นพระองค์จึงถือว่าตนควรมีสิทธิ์ครองบัลลังก์ฝรั่งเศสมากกว่าสาย ของฟิลิป ที่ 6 จึงอ้างสิทธิ์ในการสืบเชื้อสายจากกษัตริย์ฝรั่งเศสเพื่อหมายจะครองบัลลังก์ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสพร้อมกัน

ในช่วงเริ่มต้นของสงครามนั้นอังกฤษสามารถยึดครองเขตแดนต่างๆในฝรั่งเศสได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดก็ต้องหยุดลงชั่วคราวเมื่อทั่วทั้งยุโรปได้เผชิญกับมหาภัยครั้งใหญ่กันถ้วนหน้า คือ “มัจจุราชดํา (Black Death)” หรือ กาฬโรคที่ระบาดไปทั่วทั้งยุโรปในปี ค.ศ. 1347 ถึงปี 1351 โรคระบาด ครั้งนั้นคร่าชีวิตชาวยุโรปไปถึง 1 ใน 3 นับเป็นการสูญเสียที่มากยิ่งกว่าการเกิดสงครามครั้งไหนๆเสียอีก และภายหลังจากที่มัจจุราชดําผ่านพ้นไปแล้ว แม้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจะต้องตกอยู่ในสภาวะที่สับสนวุ่นวายด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สงครามก็ยังคงไม่หยุดและดําเนินต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

กระทั่งเริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1415 ในสมัยกษัตริย์เฮนรีที่ 5 (Henry V) แห่งอังกฤษ ซึ่งอังกฤษก็เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่เป็นราชวงศ์แลงคาสเตอร์ (LanCaster) แล้วเช่นกัน แต่ก็สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์แพลนตาจีเนตนั่นเอง และเฮนรี ที่ 5 ก็ยังต้องการบัลลังก์ฝรั่งเศสมาเป็นของอังกฤษอยู่เช่นเดิม ส่วนทางด้านฝรั่งเศสนั้นอยู่ในสมัยของกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 6 (Charles V) แห่งราชวงศ์ วาลัวส์

สงครามระลอกใหม่นี้ทําให้อังกฤษสามารถบุกเข้ายึดครองเมืองสําคัญๆในดินแดนฝรั่งเศสได้มากขึ้นอีก และยังคงมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศสไปเรื่อยๆในหลายๆสมรภูมิ สําหรับสาเหตุของความพ่ายแพ้ในศึกรอบใหม่นี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ ดยุก แห่ง เบอร์กันดี (Duke of Burgandy) ซึ่งต่อต้านอํานาจกษัตริย์ฝรั่งเศสอยู่แล้วหันมาอยู่ข้างอังกฤษ และช่วยอังกฤษรบจนสามารถยึดปารีสได้ในปี ค.ศ. 1418

เมื่อสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ชาร์ลส ที่ 6 จึงเป็นฝ่ายขอทําสัญญาสงบศึก แต่สัญญาฉบับนี้กลับสร้าง ปัญหาใหญ่ขึ้น เมื่อในสัญญาระบุว่า ชาร์ลส ที่ 6 ต้องยกธิดาคือ แคเธอรีน (Catherine) ให้อภิเษกกับ เฮนรีที่ 5 โดยยังระบุอีกว่าหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์บัลลังก์จะตกเป็นของเฮนรี ที่ 5 กับ แคเธอรีน โดยที่โอรสของพระองค์คือ ชาร์ลส ที่ 7 ซึ่งมีตําแหน่งเป็นโดแฟง กลับไม่ได้สิทธิ์ในการสืบบัลลังก์แต่อย่างใด (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet