ด้วยแรงศรัทธาอละความกล้าหาญ: โจน ออฟ อาร์ค สาวน้อยผู้นำชัยชนะมาให้แก่ฝรั่งเศส

ชัยชนะของฝ่ายฝรั่งเศสที่ออเลอองส์ของ โจน ออฟ อาร์ค

การทําสัญญาสงบศึกในสมัยของ ชาร์ลส ที่ 6 ตั้งแต่ครั้งนั้นจึงถือว่าฝรั่งเศสยอมมอบบัลลังก์กษัตริย์ให้แก่อังกฤษไปโดยปริยาย แต่ภายหลังจึงเป็นที่เข้าใจกันว่าเหตุใด ชาร์ลส ที่ 6 ถึงได้ยินยอมลงนามในสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฉบับนั้น ก็สืบเนื่องมาจากความวิปลาสของพระองค์ที่เริ่มมีอาการทางประสาทมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มแล้วนั่นเอง ซึ่งก็ทําให้พระองค์ได้รับฉายาว่า “กษัตริย์วิปลาส (Mad King)” โดยที่ประชาชนเป็นผู้ตั้งให้

กระทั่งในปี ค.ศ. 1422 ชาร์ลส ที่ 6 ก็สิ้นพระชนม์ลง บัลลังก์ฝรั่งเศสจึงต้องตกเป็นของอังกฤษตามสัญญา แต่ภายหลังจากนั้นอีกไม่นาน เฮนรี ที่ 5 ก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ลงในปีเดียวกัน บัลลังก์ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจึงสืบทอดให้แก่โอรสคือ เฮนรี ที่ 6 (Henry VI) ซึ่งประสูติจาก เฮนรี ที่ 5 และแคเธอรีนที่มีพระชนม์เพียง 1 พรรษาเท่านั้น และด้วยการที่แคเธอรีน พระมารดาก็มีพระชนม์เพียง 20 เศษ จึงต้องมีผู้สําเร็จราชการและผู้ดูแลกิจการในด้านต่างๆแทน

แต่เมื่อ ชาร์ลส ที่ 6 สิ้นพระชนม์ลง และต่อมา เฮนรี ที่ 5 เกิดสิ้นพระชนม์ตามไปเช่นนี้จึงทําให้เหล่าขุนนางฝรั่งเศสฉวยโอกาสไม่ทําตามสัญญา และพยายามที่จะนํา ชาร์ลส ที่ 7 ขึ้นสืบบัลลังก์ฝรั่งเศสต่อ สงคราม 100 ปีรอบใหม่จึงดําเนินต่อเนื่องก็ด้วยสาเหตุนี้ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทางอังกฤษก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเช่นกันจากปมความขัดแย้งระหว่าง ดยุก แห่ง กลอสเตอร์ (Duke of Gloucester) ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์กับผู้ที่ดูแลกิจการฝรั่งเศสคือ ดยุก แห่ง เบดฟอร์ด (Duke of Bedford) ที่เกิดความระแวงกันว่าอีกฝ่ายจะชิงบัลลังก์ของ เฮนรี ที่ 6

ดยุกแห่ง เบดฟอร์ด จึงได้ชิงลงมือรุกขยายเขตแดนในฝรั่งเศสเพื่อสร้างฐานอํานาจของตนก่อน โดยหวังจะกุมอํานาจเหนือบัลลังก์ฝรั่งเศสเสียเอง จึงยกทัพเข้าโจมตีฐานที่มั่นของ ชาร์ลส ที่ 7 ที่ออเลอองส์ในปี ค.ศ. 1928 จนเข้าประชิดถึงตัวเมือง ซึ่งเวลานั้น ชาร์ลส ที่ 7 อยู่ที่เมืองชินอง (Chinon) อยู่ห่างจากออเลอองส์เพียง 160 กิโลเมตร หากออเลอองส์แตกในองก็คงไม่รอด แต่ฝ่าย ชาร์ลส ที่ 7 กลับไม่สามารถผลักดันกองทัพของ ดยุกแห่ง เบดฟอร์ด กลับไปได้ ทําได้เพียงแค่ตั้งรับไปวันๆเท่านั้น

ซึ่งนับวันกําลังของฝ่าย ชาร์ลส ที่ 7 ก็อ่อนล้าลงทุกที และขณะที่กองทัพของ ชาร์ลส ที่ 7 ใกล้จะพ่ายแพ้เต็มที่ พระเจ้าก็ส่งปาฏิหาริย์มาให้แก่ฝ่ายฝรั่งเศส เมื่อสาวน้อยลูกชาวนาผู้หนึ่งขี่ม้าเข้ามา ในวังของชาร์ลส ที่ 7 เธอคือ โจน ออฟ อาร์ค

โจน ออฟ อาร์ค สาวน้อยผู้นำชัยชนะมาให้แก่ฝรั่งเศส

โจน ออฟ อาร์ค สาวน้อยผู้นำชัยชนะมาให้แก่ฝรั่งเศส

โจน ออฟ อาร์ค มีความเชื่ออย่างมากว่าพระเจ้าต้องการสื่อสารกับฝรั่งเศสโดยใช้ตัวเธอเป็นสื่อ ย้อนหลังไป 4 ปี ในปี ค.ศ. 1424 นั้นเธอเริ่มได้รับสัญญาณบางอย่างซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าพยายามสื่อสารกับเธอ เธอได้เห็นนิมิตว่าเทวดา 3 องค์คือ เซนต์ ไมเคิล (Saint Michael) เซนต์ แคเธอรีน (Saint Catherine) และ เซนต์ มาร์กาเร็ต (Saint Margaret) ได้มาบอก ว่าพระเจ้าบัญชาให้เธอเป็นผู้กําจัดอังกฤษออกไปจากแผ่นดินฝรั่งเศส แล้วพา ชาร์ลส ที่ 7 ไปยังวิหารที่เมืองเรมส์ (Reims) เพื่อกระทําพิธีราชาภิเษกให้ถูกต้องตามประเพณี

เธอมองเห็นภาพนี้อยู่เรื่อยๆจนมาถึงปี ค.ศ. 1428 เมื่ออายุได้ 16 ปี เธอจึงบอกกับพ่อแม่ถึงนิมิตที่เห็นซ้ำๆมาเป็นเวลา 2 ปีนี้ เพื่อขอให้พ่อแม่พาเธอไปหาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านพาเธอไปที่ค่ายทหารฝรั่งเศส ซึ่งผู้บัญชาการค่ายก็รับฟังเรื่องที่เธอเล่าอย่างสงบ เธอจึงขอให้ผู้บัญชาการพาเธอไปพบกับ ชาร์ลส ที่ 7 ในชินอง ซึ่งผู้บัญชาการก็ยินดีถึงแม้จะไม่เชื่อเรื่องที่เธอพูดก็ตาม จนเมื่ออยู่ต่อหน้า ชาร์ลสที่ 7 แล้วพระองค์ก็ยังคงยอมนั่งฟังเรื่องที่เธอเล่าอย่างสงบ

แต่พอฟังเธอเล่าจบ ชาร์ลส ที่ 7 ก็หัวร่อขึ้นมา เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเล่า โดยเฉพาะเรื่องการพาพระองค์ไปที่เรมส์เพื่อที่จะกระทําพิธีราชาภิเษกนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะการไปที่เรมส์นั้นจะต้องผ่าน ปารีส ซึ่งทั้งปารีสและเรมส์ก็อยู่ในการยึดครองของอังกฤษแล้วทั้งสองแห่ง พระองค์จึงไล่ โจน ออฟ อาร์ค กลับบ้านไป

ในเดือนต่อมา โจน ออฟ อาร์ค ก็กลับมาพบ ชาร์ลส ที่ 7 อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอขอให้นายทหาร 2 คนพามาโดยสวมชุดทหารมาด้วย และเธอก็ยังยืนยันต่อหน้าพระองค์อีกว่าคําสั่งของพระเจ้านั้นเป็นความจริง โดยขอให้มีการพิสูจน์ตัวเธอว่าไม่ได้พูดโกหกในที่สุด ชาร์ลส ที่ 7 จึงยินยอมจะลองเชื่อ เธอดู ซึ่ง โจน ออฟ อาร์ค ต้องพิสูจน์ตัวเธอเองอยู่นาน 3 สัปดาห์ โดยมีทั้งเหล่าคณาจารย์ นักบวช และเจ้าหน้าที่มาทดสอบเธอ จึงมีผลสรุปออกมาว่าสิ่งที่เธอกล่าวนั้นเป็นไปได้

ในเรื่องศรัทธาของ โจน ออฟ อาร์ค ซึ่งทําให้เธอเชื่ออย่างมากว่าพระเจ้าพูดกับเธอนั้นมีนักประวัติศาสตร์ยุคหลังบางคนให้ความเห็นว่า อาจเกิดจากความจับจดกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ที่ชาวบ้านชาวเมืองต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์จากผลของสงคราม โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสตามเมืองต่างๆที่ถูกอังกฤษยึดครองนั้น มักถูกทหารอังกฤษกระทําย่ำยีอย่างรุนแรงจนทําให้ชาวฝรั่งเศสเกลียดชังชาวอังกฤษไปทั่ว จึงเกิดความฝังใจต้องการขับไล่ชาวอังกฤษออกจากแผ่นดินฝรั่งเศสให้หมดสิ้น

ซึ่ง โจน ออฟ อาร์ค ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกปลูกฝังเรื่องนี้ไว้ในจิตใจตั้งแต่เกิด การเห็นนิมิตว่าพระเจ้าสื่อสารกับเธอก็น่าจะมาจากความฝังใจในเรื่องนี้นั่นเอง และครอบครัวของเธอนั้นก็เป็นครอบครัวที่เคร่งศาสนามาก โดยเฉพาะตัวเธอเองมักจะไปโบสถ์ทุกวันไม่ใช่เพียงเฉพาะวันอาทิตย์ ทําให้เห็น ได้ชัดว่าเธอมีความเคร่งศาสนาอย่างเต็มเปี่ยมอย่างไร

เมื่อ โจน ออฟ อาร์ค สามารถทําให้ ชาร์ลส ที่ 7 เกิดความเชื่อเรื่องที่เธอเล่าได้ จึงขอให้ส่งเธอไปกับกองทหารเพื่อมุ่งสู่แนวหน้าที่กําลังสู้รบกันอย่างดุเดือดที่ออเลอองส์ ชาร์ลส ที่ 7 จึงมอบกองทหารหมู่หนึ่งเดินทางไปพร้อมกับเธอมุ่งหน้าสู่เมืองออเลอองส์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1929 และเมื่อ โจน ออฟ อาร์ค เดินทางมาจนถึงออเลอองส์แล้ว เรื่องที่เธอได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้นําชัยชนะมาสู่ฝรั่งเศสได้เล่าลือมาถึงแนวหน้าก่อนแล้ว จึงทําให้ใครๆก็ต้องการจะเห็นตัวจริงของสาวน้อยผู้นี้

ในกองทหารของเธอนั้นยังมีพี่ชายแท้ๆ 2 คน คือ ฌอง (Jean) และ ปิแอร์ (Pierre) ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเธอด้วย ภาพของสาวน้อยสวมชุดเกราะทหารถือธงสีขาวที่เขียนเป็นรูปของพระเจ้าขนาบข้างด้วยเทวดา 2 องค์โดยมีข้อความว่า “พระเยซู และพระแม่มารี” ขี่ม้านําหน้าทหารทั้งกองอย่างอาจหาญ เริ่มปรากฏขึ้นที่ออเลอองส์ให้เห็นเป็นสนามรบแรก และการปรากฏตัวของเธอนี้ก็สามารถพลิกสถานการณ์ให้แก่กองทัพฝรั่งเศสจากปราชัยกลับกลายเป็นชัยชนะได้อย่างปาฏิหาริย์จริงๆ ทําให้ทหารฝรั่งเศสที่อ่อนล้าและกําลังสิ้นหวังกลับมีชีวิตชีวาและมีความหวังขึ้นในทันที

ศรัทธาอันแรงกล้าของ โจน ออฟ อาร์ค ทําให้เธอพุ่งเข้าสู่กลางสมรภูมิอย่างไม่คิดถึงชีวิต กวัดแกว่งดาบซึ่งนําติดตัวมาจากบ้านที่เธอเชื่ออย่างมากว่านั่นเป็นดาบที่พระเจ้ามอบให้ ชูขึ้นนําหน้า ทัพฝรั่งเศสดุจดั่งขุนพลผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน สาวน้อยผู้ที่ไม่เคยฝึกจับดาบมาก่อนสักครั้งกลับสามารถใช้ดาบกวัดแกว่งเอาชัยชนะเหนือกองทัพอังกฤษได้อย่างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงยิ่งปลุกกําลังใจให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศสคล้ายได้รับน้ำทิพย์ชโลมลงสู่ร่างและออกไปสู้รบโดยไม่คิดชีวิตเช่นเดียวกับสาวน้อยผู้เป็นแม่ทัพ

จนที่สุดการสู้รบที่เมืองออเลอองส์ซึ่งดําเนินมาเป็นเวลาร่วม 1 ปีก็หยุดลงในเวลาเพียง 1 เดือนหลังจาก โจน ออฟ อาร์ค เข้าสู่สมรภูมิ โดยที่อังกฤษเป็นฝ่ายปราชัยอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน จาก ฝ่ายรุกกลายเป็นฝ่ายรับและพ่ายแพ้ในที่สุดจนอังกฤษต้องยินยอมถอยทัพกลับไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น

ชัยชนะของฝ่ายฝรั่งเศสที่ออเลอองส์ครั้งนี้นําขวัญและกําลังใจกลับคืนมาอย่างมาก ทหารทั้งกองจึงเริ่มเชื่อในปาฏิหาริย์ที่ปรากฏว่า โจน ออฟ อาร์ค คือผู้ถือบัญชาจากสวรรค์มาช่วยฝรั่งเศสจริง ซึ่งนับจากจากชัยชนะที่ออเลอองส์แล้ว โจน ออฟ อาร์ค ก็ยังนําทัพเข้าตีเมืองในเขตยึดครองของ อังกฤษที่อยู่รายทางระหว่างออเลอองส์จนถึงเรมส์ได้อีกหลายเมือง เพื่อจะเปิดเส้นทางให้กับ ชาร์ลส ที่ 7 ได้เดินทางไปกระทําพิธีราชาภิเษกที่นั่นตามคําสั่งของพระผู้เป็นเจ้าที่เธอได้รับนิมิตมา จนกระทั่งสามารถตีเมืองเรมส์ได้ในที่สุด

แล้วพิธีราชาภิเษกของ ชาร์ลส ที่ 7 ก็ถูกจัดขึ้นที่วิหารแห่งเรมส่ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1429 ปีเดียวกันนั้น โดยมี โจน ออฟ อาร์ค ยืนเคียง ข้างขณะที่พระองค์ได้รับการสวมมงกุฎกษัตริย์โดยอาร์คบิชอปแห่งเรมส์ จึงถือว่า ชาร์ลส ที่ 7 ได้ขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศส สืบทอดราชวงศ์วาลัวส์ในลําดับต่อไปโดยสมบูรณ์แล้ว

และภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษก โจน ออฟอาร์ค ก็ขอกําลังจากกษัตริย์ ชาร์ลส ที่ 7 เพื่อจะบุกเข้าชิงปารีสคืน จึงจะเป็นการสมเกียรติกษัตริย์ของ ชาร์ลส ที่ 7 ที่จะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์ที่ ปารีส ซึ่งนับจากนี้ไปนั่นเองที่เหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อ ชาร์ลส ที่ 7 ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว เหล่าขุนนางก็เริ่มเป่าหูพระองค์ ห้ถอนตัวออกจากสงคราม โดยเห็นว่าหากรุกต่อไปอาจสูญเสียเขตแดนไปอีกได้ และบัลลังก์กษัตริย์ก็อาจเกิดคลอนแคลนขึ้นอีก จึงรบเร้าให้ ชาร์ลส ที่ 7 ถอนการสนับสนุนโจน ออฟ อาร์ค เสียแม้จะไม่ได้กลับปารีสก็ตาม (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet