โรมิวลุส ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom)

โรมิวลุส ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom)

ในตํานานยังเล่าถึงการขึ้นสู่บัลลังก์กษัตริย์ของ โรมิวลุส และจุดจบของ เรมุส ด้วยว่า ในช่วงระหว่างกําลังสร้างกรุงโรมอยู่นั้น ทั้งสองยังได้เกิดความขัดแย้งกันหลายเรื่อง จนภายหลังเรมุสจึงถูกสังหารโดยทหารที่ภักดีต่อโรมิวลุส แต่ในตํานานบางแห่งกล่าวว่าผู้สังหารเรมุสนั้นก็คือโรมิวลุส นั่นเอง โดยทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันระหว่างการสร้างกําแพงกรุงโรม จนในที่สุดโรมิวลุสเกิดพลั้งมือผลักเรมุสตกจากกําแพงเสียชีวิตลง

โรมิวลุส ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom)

โรมิวลุส ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom)

การเสียชีวิตของเรมุสเท่ากับเป็นการดับดวงตะวันลงดวงหนึ่ง เพื่อให้อีกดวงเปล่งประกายอย่างเต็มที่เพียงดวงเดียวโดยไม่ต้องมีแสงของดวงตะวันอีกดวงมาทาบทา โรมิวลุสจึงขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกปกครองกรุงโรมด้วยประการนี้ จากนั้นจึงเริ่มต้นสร้างระบบต่างๆขึ้นเพื่อให้เมืองใหม่นี้เกิดความเข้มแข็งได้ต่อไป ซึ่งตามประวัติศาสตร์การสร้างชาติของชาวโรมันก็เริ่มต้นนับศักราชตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โรมิวลุสจึงนับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom) จุดเริ่มต้นของจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่

ตามบันทึกประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบันมักกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของกรุงโรมว่าถือกําเนิดขึ้นเมื่อประมาณปี 753 ก่อนคริสต์ศักราช โดยเริ่มจากการตั้งถิ่นฐานของคนกลุ่มหนึ่งตรงบริเวณลุ่มแม่น้ำไทเบอร์ ใกล้กับเนินเขามีชื่อว่าปาลาไทน์ อันเป็น 1 ใน 7 เนินเขาของกรุงโรมปัจจุบัน โดยในเวลานั้นยังไม่มีชาวโรมันเกิดขึ้น แต่ชาวโรมันก็สืบเชื้อสายมาจากชนกลุ่มนี้นั่นเอง คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีมาแต่ดั้งแต่เดิมด้วยรูปแบบสังคมเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ เช่นเดียวกับชนเผ่าโบราณส่วนใหญ่ที่มักเริ่มต้นด้วยการทําเกษตรกรรมหรือทําประมงมาก่อน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์นับแต่ดึกดําบรรพ์

ภายหลังจากที่เริ่มรู้จักการตั้งหลักแหล่งถาวร จึงต้องเรียนรู้วิธีการทํามาหากินได้อย่างยืนยาว เช่นการปลูกผักปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์ และทําประมง เป็นต้น และจุดเริ่มต้นของคนกลุ่มแรกที่เข้ามาปักหลักสร้างกรุงโรมขึ้นก็มีวิถีชีวิตเช่นนั้น โดยเริ่มจากเพียงเมืองเล็กๆก่อน แล้วจึงขยับขยายไปเรื่อยๆเมื่อเมืองนี้เจริญขึ้น และมีผู้คนเข้ามาปักหลักอาศัยใช้ชีวิตหรือเข้ามาทํามาค้าขายกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองแห่งนี้ถูกเรียกว่า โรม (Rome) หรือ โรมา (Roma) มาตั้งแต่สร้างเมืองหรือไม่ไม่มีใครทราบ แต่ชื่อนี้เชื่อว่าน่าจะมาจากชื่อของผู้ปกครองเมืองหรือกษัตริย์องค์แรกก็คือ โรมิวลุส (Romulus) นั่นเอง ส่วนประชาชนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ในโรมก็น่าจะถูกเรียกว่า โรมัน (Roman) มาตั้งแต่ช่วงเวลาเดียวกัน กระทั่งต่อๆมาชื่อนี้ก็ถูกใช้เรียกเผ่าพันธุ์ของผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นการถาวร

สําหรับช่วงเวลาก่อนหน้าจะมีชาวโรมันเกิดขึ้นนั้น คนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ที่ปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน ไม่ใช่ชาวอีทรุสคันหรือชาวอัลบาลองกา แต่เป็นชาวลาตินโดยยังมีชนเผ่าย่อยๆอื่นๆเข้ามาตั้งรกรากอยู่ตามภูมิภาคต่างๆทั่วทั้งคาบสมุทรอิตาลีอีกด้วยเช่นกัน ส่วนที่มาของชนเผ่าเหล่านั้นนัก ประวัติศาสตร์ก็ยังไม่สามารถจะสรุปได้อย่างชัดเจนนักว่าคนเหล่านี้อพยพมาจากที่ใดก่อนที่จะเข้ามาตั้งหลักแหล่งที่นี่ แต่ก็สามารถสันนิษฐานได้จากหลักฐานซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ขุดพบว่า คนกลุ่มนี้อาจจะมีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซียบริเวณแถบลุ่มแม่น้ำดานูบในตอนกลางของทวีปยุโรป หรือบริเวณประเทศออสเตรียและฮังการีในปัจจุบัน

โดยอพยพลงมาแบบต่างคนต่างมาแบบเป็นกลุ่มๆที่ละกลุ่มเพื่อหนีความอดอยากแร้นแค้นของถิ่นฐานเดิมข้ามเทือกเขาแอลป์ (Alps) ลงมาจนถึงคาบสมุทรอิตาลี จึงพบว่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานใหม่ขึ้น แล้วแบ่งแยกกันสร้างชุมชนของตนออกเป็นกลุ่มๆ คนเหล่านี้มีภาษาพื้นถิ่นของตัวเองที่นํามาใช้สื่อสารกันที่นี่ แต่ต่อมาได้เกิดภาษาถิ่นใหม่ขึ้นคือภาษาลาติน โดยคนที่ใช้ภาษาลาตินถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดก่อนที่จะมีคนถิ่นอื่นที่ต่างที่มา คือแถบอนาโตเลียหรือชาวทรอยเข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐานใหม่ในแถบที่ชาวลาตินอาศัยอยู่หรือบริเวณแคว้นลาติอุม คือชาวลาวินิอุม หรืออัลบาลองกาในภายหลัง

ซึ่งก็ยังมีการถกเถียงกันด้วยว่าชาวอัลบาลองกานี้อาจเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากบริเวณเลแวนต์ หรือแถบประเทศเลบานอนในปัจจุบันก็เป็นได้ โดยเรื่องนี้มีการนําเรื่องของอีเนียสผู้นําคนที่มาจากทิศตะวันออกของทะลเมดิเตอร์เรเนียนมาขึ้นฝั่งที่อิตาลีเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ แม้จะระบุว่าอีเนียสเป็นชาวทรอย แต่ก็มีการนําเรื่องที่อีเนียสข้ามมาสู่อิตาลีจากเมืองคาร์เธจในแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นเมืองของชาวฟินีเซียนที่อพยพมาจากแถบเลแวนต์ จึงมีความเชื่อเกิดขึ้นว่าอีเนียสอาจเป็นชาวคาร์เธจก็เป็นได้

และนอกจากนี้ยังมีชาวอีทรุสคันซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากทางแถบทิศตะวันออกของอนาโตเลียที่อพยพเข้ามาในภายหลังอีกด้วย แต่ชาวอีทรูสคันเป็นกลุ่มที่มีความเจริญสูงกว่าจึงนําเอาความเจริญเข้ามาสอนคนพื้นเมืองที่อยู่ก่อน โดยรวมถึงการนําตัวอักษรเข้ามาเผยแพร่อีกด้วยซึ่งตัวอักษรลาตินนั้นก็ถือกําเนิดขึ้นภายหลังภาษาพูดที่ใช้กันมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว จนกระทั่งเมื่อชาวอีทรุสคันเข้ามาจึงได้เกิดตัวอักษรลาตินขึ้น โดยส่วนใหญ่ก็นํามาจากตัวอักษรของชาวอีทรุสคันนั่นเอง

ในขณะที่ชาวโรมันเริ่มเข้มแข็งขึ้น ชาวอีทรุสคันก็กลับเสื่อมลง และสูญเสียเขตอํานาจไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายหลังการทําสงครามกับชาวกรีกที่ทรงอํานาจอยู่ในย่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในเวลานั้นจากความพยายามช่วงชิงอํานาจทางทะเลในย่านนั้นของทั้งสองฝ่าย สงครามกับชาวกรีกครั้ง ใหญ่เกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงระหว่างปี 540 ถึง 474 ก่อนคริสต์ศักราช และยุติลงโดยที่ฝ่ายอีทรุสคันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนต้องสูญเสียเขตแดนและอิทธิพลลงไปอย่างมากมาย 

การปกครองแรกเริ่มของชาวโรมันนั้นผสมผสานระหว่างรูปแบบของตัวเองที่สืบมาเก่าก่อนแต่สมัยอัลบาลองกาซึ่งเป็นสังคมในยุคโบราณที่ถึงแม้ว่าจะมีผู้นําคล้ายกับกษัตริย์ แต่ก็ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือกลุ่มผู้อาวุโสในสังคมที่คล้ายกับสภายอมรับและยกให้เป็นผู้นําของตน ส่วนรูปแบบการปกครองของชาวอีทรุสคันนั้นเป็นแบบที่คล้ายกับสาธารณรัฐ เนื่องจากชาวอีทรุสคันแบ่งเขตอํานาจออกเป็นรัฐๆ โดยในแต่ละรัฐก็จะมีผู้นําของตนเอง และผู้นําของแต่ละรัฐก็จะมารวมกันขึ้นเป็นคณะปกครองที่คล้ายสภาปกครองซึ่งถืออํานาจสูงสุด

ชาวโรมันจึงใช้ระบบกษัตริย์เป็นประมุขผสมกับสภาปกครองสําหรับตําแหน่งกษัตริย์ของชาวโรมันในสมัยนั้นเรียกว่า เร็กซ์ (Rex) ไม่มีวาระ หรือจํากัดอายุการปกครองแต่อย่างใด แต่ต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาหรือเลือกขึ้นโดยสภาเท่านั้น นอกจากนี้ชาวโรมันยุคแรกยังมีตําแหน่งสําคัญอีก 4 ตําแหน่ง คือตําแหน่งผู้บัญชาการทหาร ผู้นําศาสนา หัวหน้าผู้พิพากษา และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายอีกด้วย ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ยังสืบทอดมาจนถึงสมัยสาธารณรัฐของชาวโรมันในยุคต่อมาด้วยเช่นกัน

การเติบโตของโรมเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว น่าจะเนื่องจากทําเลที่ตั้งของโรมซึ่งเสมือนเป็นชุมทางที่มีผู้คนจากที่ต่างๆสัญจรผ่านอยู่เป็นประจํา จึงมีคนสัญชาติต่างๆหลากหลายสัญชาติเดินทางเข้ามาปักหลักในโรมเป็นจํานวนมาก จนกลายเป็นศูนย์รวมของชนเชื้อสายต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาขอถือสัญชาติโรมกันเป็นจํานวนมาก จึงทําให้จํานวนประชากรในโรมเพิ่มมากขึ้นจนภายในกําแพงเมืองเริ่มแออัดขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตอย่างรวดเร็วของโรมเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายของกษัตริย์โรมิวลุสตั้งแต่สร้างกรุงโรมขึ้นนั่นเอง

เพื่อต้องการให้กรุงโรมเป็นเมืองใหญ่และเติบโตในเวลาที่รวดเร็ว พระองค์จึงประกาศเชิญชวนผู้คนทุกเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ทุกชนชั้น จากทั่วทุกสารทิศให้เดินทางเข้าไปทํางานและค้าขายในกรุงโรมได้โดยอิสระ และเพื่อจูงใจให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นประชากรของโรมมากๆ พระองค์จึงออกกฎ ต่างๆที่มอบอิสรภาพให้แก่ผู้ที่เข้ามาอาศัยในโรมโดยจะไม่มีการกดขี่ข่มเหง คนเชื้อสายต่างๆทุกเชื้อสายจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน อาจเป็นเพราะนโยบายเช่นนี้เองที่ทําให้แม้แต่การเลือกตําแหน่งกษัตริย์ในสมัยหลังยุคของโรมิวลุสแล้ว จึงมีกษัตริย์เชื้อสายต่างๆ เช่น ซาไบน์ และ อีทรุสคัน ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองโรม

เหตุการณ์ฉุดคร่าชาวซาไบน์

เหตุการณ์ฉุดคร่าชาวซาไบน์

สมัยของโรมิวลุสยังมีเหตุการณ์สําคัญซึ่งจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งคือ “การฉุดคร่าชาวซาไบน์” ชาวซาไบน์เป็นชนเผ่าที่มีถิ่นที่อาศัยใกล้ชิดติดต่อกัน และมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากระทบกระทั่งกันอยู่เป็นประจํา โรมิวลุสมีประสงค์ที่จะให้ชาวซาไบน์เข้ามารวมกับชาวโรมัน จึงได้คิดอุบายแยบยลให้ชายชาวโรมันสมรสกับหญิงชาวซาไบน์ เพื่อโปรยหว่านเมล็ดพันธุ์ของชาวโรมันลงในชนเผ่าซาไบน์ให้เด็กที่เกิดใหม่มีเชื้อสายโรมันให้มากที่สุด แต่เรื่องนี้ไม่สามารถทําได้ในเวลาที่รวดเร็ว

โรมิวลุสจึงวางแผนลักพาตัวหญิงสาวชาวซาไบน์ด้วยการจัดงานเทศกาลรื่นเริงขึ้นเพื่อเชิญชวน ชาวซาไบน์ให้เข้ามาเที่ยวที่กรุงโรมให้มากๆ แล้วเลือกลักพาตัวเฉพาะหญิงสาวชาวซาไบน์มาเป็นเจ้าสาวให้แก่ชายหนุ่มชาวโรมัน เหตุการณ์นี้จึงนําไปสู่สงครามใหญ่ระหว่างชาวโรมันกับชาวซาไบน์อีกครั้ง เมื่อชาวเมืองซาไบน์หลายเมืองที่หญิงสาวของตนถูกลักพาตัวต่างรวมตัวกันยกทัพเข้าตีกรุงโรม แรกๆชาวโรมันมีชัยเหนือชาวซาไบน์หลายเมือง แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่กษัตริย์ซาไบน์เมืองหนึ่งคือ ไททูส ทาทิอุส (Titus Tatius) ซึ่งสามารถนําทัพบุกเข้าสู่กรุงโรมได้สําเร็จด้วยการทรยศหักหลังของหญิงสาวชาวโรมผู้หนึ่งคือ ทาเปอา (Tarpeia) ที่หลงในสินจ้างรางวัลที่กษัตริย์ซาไบน์มอบให้

แต่ชัยชนะครั้งนั้นกลับไม่มีความหมายแต่อย่างใดเนื่องจากหญิงสาวชาวซาไบน์ที่ถูกลักพาตัวไปกลับยินยอมพร้อมใจอยู่เป็นครอบครัวกับชาวโรมัน เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่าย ไททูส ทาทิอุส จึงยอมเจรจากับโรมิวลุส โดยมีข้อตกลงกันว่าจะเป็นกษัตริย์ร่วมกันและผนวกดินแดนเข้าด้วยกัน แต่หลังจากนั้น 5 ปีกษัตริย์ไททูสก็สิ้นพระชนม์ลง โรมิวลุสจึงเป็นกษัตริย์แต่ผู้เดียว เท่ากับว่าแผนการกลืนซาไบน์ของโรมิวลุสครั้งนั้นเป็นผลสําเร็จขึ้นได้เรื่อยๆอีก

กระทั่งมาถึงสมัยกษัตริย์ลําดับที่ 4 คือ ลูซิอุส ทาร์ควินิอุส พริสคุส (Lucius Tarquinius Priscus) กษัตริย์องค์นี้มีเชื้อสายอีทรุสคัน รวมถึงกษัตริย์โรมอีก 2 ลําดับถัดมาคือ เซอร์วิอุส ทูลลิอุส (Servius Tullius) และ ลูซิอุส ทาร์ควินิอุส ซูเปอร์บุส (Lucius Tarquinius Superbus) ซึ่งเป็นกษัตริย์ในลําดับที่ 7 และนับเป็นองค์สุดท้ายของโรมสมัยเป็นราชอาณาจักรก็ล้วนแต่มีเชื้อสายชาวอีทรุสคันด้วยกันทั้งสิ้น กษัตริย์ลูซิอุส ทาร์ควินิอุส ซูเปอร์บุส นี้ขึ้นนั่งในตําแหน่งกษัตริย์ด้วยมือที่เปื้อนโลหิตของกษัตริย์องค์ก่อนคือ เซอร์วิอุส ทุลลิอุส พ่อตาตนเอง แล้วยังได้สังหารภริยา ตนเองซึ่งก็คือธิดาของทุลลิอุสลงอีกด้วย

กษัตริย์ซูเปอร์บุส ชอบสงคราม จึงทําให้โรมมีอาณาเขตที่แผ่ขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้นจนมีอํานาจเหนือแผ่นดินอิตาลีเทียบเท่ากับอีทรุสคันเลยทีเดียว และด้วยการที่มีอํานาจแผ่ขยายออกไปอย่างมากมายเช่นนี้ จึงเริ่มทําให้เกิดความมัวเมาในอํานาจ ต้องการที่จะรวบอํานาจไว้แต่ผู้เดียวด้วยการยุบสภาเสีย แล้วมอบอํานาจสิทธิ์ขาดให้แก่กษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งก็อาจทําได้สําเร็จถ้าหากไม่เป็นเพราะบุตรชายที่ไปก่อเรื่องใหญ่เอาไว้

ด้วยความเหิมเกริมว่าบิดาเป็นกษัตริย์ทรงอํานาจจึงไปฉุดคร่าหญิงสาวซึ่งหญิงสาวนั้นเกิดเป็นธิดาของขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่ง และหญิงสาวได้ปลิดชีพตนเองลงหลังจากถูกฉุดไป เรื่องนี้สร้างความโกรธแค้นให้แก่ครอบครัวฝ่ายหญิงเป็นอันมาก จึงเกิดมีการสมคบกันที่ไม่เพียงแต่คิดสังหารบุตรชายกษัตริย์เท่านั้นแต่หมายถึงโค่นล้มอํานาจกษัตริย์ลงเสียเลย โดยอาศัยความเกลียดชังของชาวโรมันที่มีต่อคนเชื้อสายอีทรุสคันที่มักชอบวางตัวเหนือชาวโรมันและดูถูกเหยียดหยามชาวโรมันว่าต่ำต้อยอยู่เป็นประจํา

กลุ่มก่อการได้จึงเข้าไปปลุกปั้นชาวโรมันให้ออกมาประท้วงต่อต้านกษัตริย์ จนในที่สุดก็ไปถึงจุดที่ประชาชนต่างต้องการขับไล่กษัตริย์ออกจากตําแหน่งจึงเกิดการจลาจลขึ้นทั่วไป แล้วฝ่ายก่อการก็ใช้โอกาสนี้บุกเข้ายึดอํานาจจากกษัตริย์เสีย การยึดอํานาจครั้งนั้นอาจไม่ประสบความสําเร็จได้เลยหากไม่มีกลุ่มคนในซึ่งกุมอํานาจทหารอยู่ให้ความช่วยเหลือ บุคคลผู้นั้นก็คือ ลูซิอุส จูนิอุส บรูตุส (Lucius Junius Brutus) ผู้ซึ่งมีตําแหน่งเป็นหัวหน้าทหารรักษาวัง ในที่สุดกษัตริย์ซูเปอร์บุส จึงได้ถูกกดดันให้ยอมสละตําแหน่งแล้วเนรเทศออกจากโรมไป

ภายหลัง ลูซิอุส ทาร์ควินิอุส ซูเปอร์บุส พยายามกลับมาทวงอํานาจคืนอีกแต่ก็ไม่สําเร็จ เมื่อซูเปอร์บุสถูกโค่นบัลลังก์ลงอย่างถาวรแล้วสภาได้ลงมติให้ ลูซิอุส จูนิอุส บรูตุส ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แต่บรูตุสปฏิเสธ และในระหว่างที่สภากําลังถูกกันเรื่องเลือกกษัตริย์องค์ใหม่อยู่นั้น ก็เกิดมีผู้ที่เสนอให้ยกเลิกตําแหน่งกษัตริย์ลงเสีย แล้วให้ตั้งตําแหน่งฝ่ายบริหารและฝ่ายทหารไว้ควบคู่กันโดยกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งไว้ปีต่อปี

ตําแหน่งดังกล่าวก็คือตําแหน่งคอนซุล โดยสภายังคงมอบตําแหน่งคอนซุลนี้ให้แก่บรูตุสอีกนั่นเอง ลูซิอุส จูนิอุส บรูตุส จึงนับเป็นคอนซุลคนแรกในปี 509 ก่อนคริสต์ศักราช และในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของราชอาณาจักรโรมันลง และเริ่มต้นยุคสมัยสาธารณรัฐโรมันในปีเดียวกันนั้นด้วยเช่นกัน ราชอาณาจักรโรมันจึงมีอายุทั้งสิ้น 244 ปี นับจากปี 753-509 ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนสาธารณรัฐโรมันนั้นมีอายุรวมทั้งสิ้น 482 ปีนับจาก ปี 509-27 ก่อนคริสต์ศักราชจึงสิ้นสุดลง

เมื่อหมดยุคสมัยที่ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) เรืองอํานาจและ ออกุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar) ขึ้นครองอํานาจแทน จากนั้นจึงได้มีการล้มเลิกสาธารณรัฐโรมันและเริ่มต้นยุคสมัย จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ในปีที่ 27 ก่อนคริสต์ศักราช โดยมี ออกุสตุส ซีซาร์ ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet