ตำนานนักรบชาวสปาร์ตา 300 คน ที่ต่อสู้เพื่อต้านมหากองทัพแห่งเปอร์เซีย

ตำนานนักรบชาวสปาร์ตา 300 คน ที่ต่อสู้เพื่อต้านมหากองทัพแห่งเปอร์เซีย

กองทัพเปอร์เซียของกษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 นั้น แม้จะสามารถตีเมืองของชาวกรีกตามรายทางมาได้เรื่อยๆจนกระทั่งบุกลงมาถึงตอนกลางของคาบสมุทรกรีกได้สําเร็จก็ตาม แต่หนทางไปสู่เอเธนส์นั้นจะต้องผ่านช่องเขาแห่งหนึ่ง คือ ช่องเขาเธอร์โมไพลี (Thermopylae) ซึ่งเป็นช่องทางเดียวเท่านั้นสําหรับการเดินทัพทางบกที่สามารถจะเข้าถึงเอเธนส์ได้ ช่องเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกับทะเล มีลักษณะเป็นช่องเขาแคบๆผ่านได้ทีละไม่มาก ทัพที่เดินทางมาทางบกไม่สามารถอ้อมภูเขาไปได้ เนื่องจากเป็นหน้าผาสูงชัน จึงต้องผ่านช่องเขานี้เพียงทางเดียวเท่านั้น

นักรบชาวสปาร์ตา 300 คน กับมหากองทัพแห่งเปอร์เซีย

นักรบชาวสปาร์ตา 300 คน กับมหากองทัพแห่งเปอร์เซีย

ด้วยเหตุนี้ เลโอนิอัส กษัตริย์สปาร์ตาจึงเลือกใช้จุดนี้เป็นยุทธศาสตร์ในการต้านกองทัพเปอร์เซียแม้จะมีกําลังน้อยกว่ามากก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าจะสามารถทําลายทัพเปอร์เซียได้อย่างมหาศาลที่นี่ เมื่อกองทัพเปอร์เซียเดินทางมาถึงช่องเขาแห่งนี้จึงไม่มีหนทางเลือกอื่น ต้องตัดสินใจข้ามช่องเขานี้ไปให้ได้เท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องถอยทัพกลับไปเท่านั้น และเมื่อกองทัพเปอร์เซียผ่านเข้ามาที่ช่องเขานี้ อีกด้านหนึ่งของช่องเขานั้น เลโอนิดัส ได้นํานักรบสปาร์ตาจํานวน 300 คนมาดักรออยู่ ก่อนแล้ว

เรื่องจํานวนนักรบสปาร์ตาที่ช่องเขาเธอร์โมไพลีนี้มีการถกเถียงกันว่าฝ่ายกรีกมีนักรบสปาร์ตาเพียง 300 คนเท่านั้นจริงหรือไม่จึงสามารถตั้งยันกองทัพอันมหาศาลของเปอร์เซียครั้งนั้นได้ จากหลักฐานที่พบในที่อื่นๆมีการระบุว่า ที่สมรภูมิเธอร์โมไพลีนี้ยังมีนักรบชาวกรีกจากที่อื่นเข้ามาร่วมด้วย โดยมีชาวเธสเปีย (Thespiae) ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นบีโอเทีย (Boiotia) ตอนกลางของคาบสมุทรไม่ไกลจากช่องเขาเธอร์โมไพลีนักได้นํากําลังเข้ามาร่วมสมทบด้วย และด้วยสาเหตุที่มีชาวเธสเปียเข้ามาร่วมรบในสมรภูมิแห่งนี้ด้วยนั่นเอง เมื่อเสร็จศึกจากที่นี่แล้วกองทัพเปอร์เซียจึงได้บุกเข้าโจมตีและเผาทําลายเมืองเธสเปียจนราบคาบลงไปด้วย ก่อนจะเดินทัพต่อไปเพื่อเข้าโจมตีเอเธนส์ซึ่งตั้งอยู่ถัดจากเธสเปียนั่นเอง

การเตรียมรับศึกเปอร์เซียครั้งนี้ กองทัพพันธมิตรกรีกได้ทําการแบ่งสายการรับผิดชอบออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งคอยตั้งรับกองทัพเปอร์เซียที่ยกมาทางบกโดยให้ทางสปาร์ตาเป็นแกนหลัก ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นทัพเรือ เพื่อเตรียมรับมือทัพเปอร์เซียที่ยกมาทางน้ำซึ่งทางด้านนี้ได้มอบให้เอเธนส์ เป็นผู้รับผิดชอบ การสู้รบที่สมรภูมิเธอร์โมไพลีนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับสมรภูมิอาร์เทมิซิอุม (Artemisium) ซึ่งเป็นสมรภูมิทางทะเลที่เอเธนส์นํากองเรือรบไปต้านกองทัพเปอร์เซียเอาไว้ โดยทั้งสองแห่งใช้เวลาในการสู้รบ 3 วันเช่นเดียวกัน

สําหรับการสู้รบในสมรภูมิเธอร์โมไพลีนั้น ช่วง 2 วันแรกฝ่ายกรีกเป็นฝ่ายมีชัย เพราะสามารถต้านกองทัพเปอร์เซียจนไม่อาจจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้แต่อย่างใด โดยฝ่ายชาวกรีกได้ใช้วิธีล่อให้ชาวเปอร์เซียเคลื่อนทัพเข้ามาสู่จุดตาย แล้วจึงบุกเข้าจู่โจมสังหารในขณะที่ฝ่ายเปอร์เซียยังไม่ทันได้ระวังตัว ทําให้ฝ่ายเปอร์เซียล้มตายลงเรื่อยๆนับเป็นพันเป็นหมื่นคน

กระทั่งในวันสุดท้ายฝ่ายเปอร์เซียจึงเริ่มตั้งหลักได้ ฝ่ายกรีกจึงเริ่มเสียทีและสูญเสียคนลงไปเรื่อยๆบ้าง จนเหลือนักรบกลุ่มสุดท้ายที่มีชาวสปาร์ตา 300 คน ชาวธีบิส 400 คน และชาวเธสเปียอีก 700 คน ทั้งหมดจึงถอยไป ตั้งหลักที่บริเวณปากช่องเขาแคบๆอีกด้านหนึ่ง และรอให้ชาวเปอร์เซียผ่านช่องเขาออกมา ซึ่งก็สามารถผ่านได้ทีละน้อย แล้วชาวกรีกจึงเข้าสังหารชาวเปอร์เซียเหล่านั้นแบบเรียงตัวโดยไม่มีใครสามารถจะรอดคมดาบของชาวกรีกไปได้เลยสักคน

จนต่อมาจึงได้มีชาวกรีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นในแถบนั้นมีชื่อว่า เอฟิอัลติส (Ephialtes) เกิดคิดทรยศพวกของตนเองเพื่อแลกกับสินจ้างรางวัลที่ชาวเปอร์เซียหยิบยื่นให้ บอกเส้นทางซึ่งสามารถตัดอ้อมช่องเขานี้ไปได้แล้วจึงเข้าตีตลบหลังฝ่ายกรีกที่กําลังปิดช่องเขาอยู่ได้สําเร็จ จากการทรยศของเอฟิอัลติสนี้เอง จึงทําให้กองกําลังสุดท้ายของฝ่ายกรีกที่ช่องเขาเธอร์โมไพลีเกือบทั้งหมดต้องสังเวยชีวิตลงไป

ส่วนเลโอนิดัสและนักรบสปาร์ตาทั้ง 300 คนนั้นตัดสินใจพลีชีพเพื่อจะตั้งยันให้กับนักรบชาวกรีกอื่นๆหลบหนีไปได้ แต่กว่าที่ฝ่ายเปอร์เซียจะสามารถเอาชนะฝ่ายกรีกที่สมรภูมิแห่งนี้ได้ ฝ่ายเปอร์เซียก็ต้องสูญเสียกําลังทหารไปมากกว่า 2 หมื่นคน ในขณะที่ทางฝ่ายกรีกแม้จะเสียชีวิตลงเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะนักรบสปาร์ตาที่ล้มตายลงไปจนหมดสิ้นนั้นก็ถือว่าสูญเสียน้อยกว่าฝ่ายเปอร์เซียเป็นจํานวนมากถึง 5 เท่าตัวเลยทีเดียว จึงนับเป็นอีกครั้งที่ชาวกรีกสามารถจะใช้กําลังที่น้อยกว่าสร้างความสูญเสียให้แก่ศัตรูที่มีกําลังมากกว่าได้อย่างมหาศาล นับจากการสู้รบที่ชายหาดมาราธอนเป็นต้นมา

เมื่อข่าวความพ่ายแพ้ของฝ่ายกรีกที่สมรภูมิเธอร์โมไพลีทราบไปถึงกองทัพกรีกซึ่งกําลังสู้รบกันอยู่ที่อาร์เทมิซิอุมนั้น ฝ่ายกรีกจึงจําต้องรีบถอนกําลังกลับทั้งที่การสู้รบยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ เนื่องจากเชื่อว่าทัพบกของฝ่ายเปอร์เซียต้องมุ่งหน้าตรงเข้าสู่เอเธนส์ในทันที ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่ก่อนที่ทัพเปอร์เซียจะบุกถึงเอเธนส์นั้น เซอร์ซิสที่ 1 ได้สั่งให้ทหารเปอร์เซียบุกเข้าไปเผาทําลายเมืองต่างๆที่เข้าร่วมในการรบครั้งนั้นด้วย โดยมีทั้งเธสเปีย พลาเทีย (Plataea) และ ธีบิส (Thebes) ต่างก็ถูกเผาจนราบเมืองต่อเมือง

ส่วนเอเธนส์นั้นประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพหลบภัยไปอยู่ที่เพลอปปอนนิส (Peloponnese) ปลายคาบสมุทรบอลข่านก่อนหน้านี้แล้ว และส่วนหนึ่งก็อพยพไปที่เกาะซาลามิส (Salamis) เอเธนส์จึงแทบเป็นเมืองร้าง เหลือก็แต่เพียงพวกที่ไม่สามารถจะเคลื่อนย้ายไปไหนได้ เช่น คนป่วย และคนพิการเท่านั้น เมื่อทัพของเซอร์ซิสที่ 1 บุกไปถึงเอเธนส์ก็แทบจะไม่เหลือสิ่งใดให้ปล้นชิงหรือกวาดต้อนผู้คนไปเป็นทาสแล้ว จึงสั่งให้เผาเมืองทั้งเมืองจนราบ ทําลายสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเอเธนส์ซึ่งสร้างสมมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีจนเหลือแต่ซาก

เมื่อกองทัพเปอร์เซียเผาเอเธนส์จนราบแล้ว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 ก็ยังคงไม่ทราบว่ากองทัพของเอเธนส์นั้นหลบไปตั้งอยู่ที่ใด จึงพยายามควานหาที่ซ่อนของกองทัพเอเธนส์ให้พบต่อไป ชาวเอเธนส์นั้นนํากองทัพเรือตั้งดักรอทัพเปอร์เซียอยู่ที่เกาะซาลามิส ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งทะเลของเอเธนส์ในอ่าวซาโรนิก (Saronic) โดยอยู่ภายใต้การนําของเธมิสโตคลิส (Themistocles) เมื่อกองทัพเรือของเปอร์เซียตามเข้ามาที่อ่าวซาโรนิก เพื่อมาบรรจบกับทัพบกที่นํามาโดยเซอร์ซิสที่ 1 เธมิสโตคลิสจึงสั่งให้กองเรือรบของเอเธนส์ตรงเข้าโจมตีกองทัพเรือของเปอร์เซียอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

เรือรบของชาวกรีกเป็นเรือรบขนาดเล็ก เหมาะกับการสู้รบในแบบประชิด เมื่อจู่โจมเข้าใส่เรือรบของชาวเปอร์เซียที่มีขนาดใหญ่กว่าจึงไม่อาจที่จะหันหัวเรือหนีได้ทัน โดยเฉพาะตรงหัวเรือของกรีกนั้นจะเป็นรูปหัวแกะที่หล่อด้วยโลหะ บางลํามีเขาแหลมคล้ายเขาของยูนิคอร์นใช้สําหรับพุ่งชนเพื่อทําลายเรือข้าศึกให้อับปางลง เรือรบของเปอร์เซียที่มีขนาดใหญ่จึงไม่มีความคล่องตัว เมื่อถูกเรือรบกรีกพุ่งเข้าชนก็ต้องอับปางลงไปลําแล้วลําเล่า

Greek Fire

นอกจากนี้ชาวกรีกยังมีอาวุธมหาประลัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไฟกรีก (Greek Fire) ก็คือไฟที่ใช้พ่นเข้าเผาทําลายเรือศัตรูทั้งคนทั้งเรือให้จมลงก้นทะเลได้ภายในพริบตา ที่สมรภูมิซาลามิสแห่งนี้กองทัพเรือเปอร์เซียจึงประจักษ์กับเขี้ยวเล็บของชาวกรีกที่สามารถจมเรือเปอร์เซียลงไปได้ถึง 200 ลํา

ความพ่ายแพ้ยับเยินที่สมรภูมิซาลามสนี้จึงทําให้เซอร์ซิสที่ 1 ต้องสั่งให้ถอยทัพกลับเปอร์เซียอีกครั้ง การบุกแผ่นดินกรีกครั้งที่ 2 นี้จึงถือว่าฝ่ายเปอร์เซียได้รับความปราชัยต่อชาวกรีกมากกว่ามีชัย แม้จะสามารถเผากรุงเอเธนส์และเมืองของชาวกรีกรัฐต่างๆจนวอดวายลงไปได้ก็ตาม ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงจากทั้งสมรภูมิเธอร์โมไพลีและสมรภูมิซาลามิสในสงครามครั้งนี้นับว่าสร้างความเจ็บแค้นให้แก่เซอร์ซิสที่ 1 อย่างมาก ทําให้พระองค์สาบานว่าจะต้องกลับมาทําสงครามแก้มือครั้งใหม่ให้ได้ จึงกลับไปเตรียมสะสมกําลังขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังคงกองทัพส่วนหนึ่งเอาไว้ใน คาบสมุทรกรีกเพื่อทําการสู้รบต่อ และรอทัพเปอร์เซียที่จะเข้ามาเสริมเพื่อมุ่งหมายโจมตีแผ่นดินกรีกอีกรอบหนึ่งให้ได้

แต่กองทัพเปอร์เซียที่เหลืออยู่นี้ก็ไม่อาจต่อสู้กับกองทัพกรีกที่มีทั้งเอเธนส์และสปาร์ตาผนึกกําลังกัน รวมทั้งรัฐกรีกอื่นๆที่หันมาจับมือกันอย่างแข็งขัน หรือแม้แต่มาซีโดเนียที่วางตัวเป็นกลางเพราะไม่ต้องการขัดใจเปอร์เซียก็ยังหันมาเอาใจช่วย และแอบส่งข่าวความเคลื่อนไหวของชาวเปอร์เซียให้ กระทั่งที่สุดกองทัพเปอร์เซียที่ยังคงอยู่บนแผ่นดินกรีกก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายกรีกในสมรภูมิเมืองพลาเทีย (Plataea) สมรภูมิสุดท้ายที่เป็นการปิดฉากสงครามกรีก-เปอร์เซียในครั้งนี้

กองทัพเรือของชาวเปอร์เซียพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่สมรภูมิซาลามิสลงไปในปี 479 ก่อนคริสต์ศักราช จนล่วงเลยมาอีกหลายปีก็ไม่มีทีท่าว่าทัพเปอร์เซียจะยกมาโจมตีกรีกอีก เนื่องจากเซอร์ซิส ที่ 1 ติดภารกิจในด้านอื่นจึงไม่มีโอกาสกลับมาโจมตีกรีกได้อีก และเมื่อถึงปี 465 ก่อนคริสต์ศักราช เซอร์ซิสที่ 1 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์โดยองครักษ์ของพระองค์เอง สงครามกรีกและเปอร์เซียครั้งใหม่และถือเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเป็นการโจมตีเขตแดนของเปอร์เซียโดยชาวกรีกที่มีเอเธนส์เป็นหัวหอกในนามพันธมิตรเดเลียน (Delian League) แต่ไม่มีสปาร์ตาร่วมอยู่ในพันธมิตรนี้ด้วย

สงครามครั้งหลังนี้กรีกเป็นฝ่ายมีชัยและจบลงในปี 449 ก่อนคริสต์ศักราชโดยมีการวางข้อตกลงทําให้เปอร์เซียเสียเขตแดนในอํานาจไปหลายแห่ง และการกระทบกระทั่งกันระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ทําให้เกิดสงครามใหญ่ขึ้นได้ จนกระทั่งล่วงถึงสมัยอเล็กซานเดอร์ มหาราช (Alexander the Great) แห่งมาซีโดเนียขึ้นมาเป็นผู้นําชาวกรีกทั้งหมดนั่นเอง สงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวกรีกกับชาวเปอร์เซียจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี 334 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งครั้งหลังนี้เกิดขึ้นในสมัยกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 (Darius II) แห่งเปอร์เซีย ที่ครั้งนี้จักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ถึงกับต้องล่มสลายลงอยู่ภายใต้อํานาจของชาวกรีกทั้งหมดเลยทีเดียว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet